อาหารลดปัญหาผมหงอก

อาหารลดปัญหาผมหงอก

ผมหงอกทำให้เจ้าของแลดูแก่ก่อนวัย ไม่มีใครชอบให้คนอื่นมองว่าแก่ก่อนวัย มารู้จักอาหาร 5 ชนิดที่คนญี่ปุ่นรับประทานเพื่อป้องกัน และดูแลไม่ให้มีผมหงอกหรือผมขาวก่อนวัยกัน

1.งาดำ

งาดำเป็นหนึ่งในอาหารที่คนญี่ปุ่นรับประทานในชีวิตประจำวัน ทั้งในรูปแบบการนำมาโรยข้าว เป็นเครื่องดื่มและแยม เป็นต้น งาดำนั้นอุดมไปด้วยสารอาหารที่มีคุณค่าต่างๆ เช่น แอนโทไซยานินซึ่งมีประโยชน์ในการกระตุ้นการสร้างเซลล์เม็ดสีของผม ธาตุเหล็กช่วยส่งเสริมการไหลเวียนที่ดีของเลือดบนหนังศีรษะ และลิกแนนซึ่งมีบทบาทสำคัญในการลดการเกิดผมหงอกที่มีสาเหตุมาจากความชราภาพ

2.สาหร่าย

สาหร่ายเป็นหนึ่งในอาหารที่คนญี่ปุ่นรับประทานในทุกวัน ได้แก่ โนริที่ใช้ห่อข้าวปั้น วากาเมะและคอมบุที่นำมารับประทานในรูปแบบต่างๆ ได้แก่ เป็นน้ำซุปดาชิ สลัดและผงโรยข้าว เป็นต้น สาหร่ายอุดมไปด้วยไอโอดีน ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นการทำงานของเซลล์เม็ดสีที่มีชื่อว่า เมลาโนไซต์ (melanocyte) เพื่อสร้างเม็ดสีเมลานินซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญที่ทำให้เกิดสีดำของเส้นผม

3.ชีส

หนึ่งในสาเหตุของการลดลงของเม็ดสีเมลานินคือการที่ร่างกายขาดกรดอะมิโนไทโรซีน การรับประทานชีสเป็นประจำจะช่วยให้ร่างกายรับปริมาณกรดอะมิโนไทโรซีนในปริมาณที่เพียงพอเพื่อป้องกันไม่เกิดผมหงอก โดยทั่วไปชีส 100 กรัมจะให้กรดอะมิโนไทโรซีนประมาณ 1,000 มิลลิกรัม ปริมาณไทโรซีนที่ควรรับในแต่ละวันอยู่ในช่วงระหว่าง 500 มิลลิกรัม ถึง 2,000 มิลลิกรัม ดังนั้นการรับประทานชีส 50 ถึง 200 กรัม ก็เพียงพอที่จะป้องกันไม่ให้เกิดผมหงอกก่อนวัยได้

4.หอยนางรม

หอยนางรมเป็นหอยที่หารับประทานได้ง่ายในญี่ปุ่นทั้งในรูปแบบหอยสด หอยทอด และหอยย่าง หอยนางรมอุดมไปด้วยทองแดงซึ่งเป็นธาตุสำคัญในกระบวนการสร้างเม็ดสีเมลานิน ทั้งนี้ปริมาณที่แนะนำให้รับประทานเพื่อให้ได้ประโยชน์ต่อร่างกายสูงสุดต่อวัน คือ หอยนางรมเพียง 2 ตัวก็ให้ปริมาณทองแดงที่เพียงพอต่อการสร้างสีผม

5.ขิง

ขิงเป็นสมุนไพรที่รับประทานแล้วช่วยให้เกิดการไหลเวียนที่ดีของเลือด เมื่อมีการไหลเวียนเลือดที่ดีก็จะทำให้สารอาหารถูกนำไปสู่รากผมและหนังศีรษะได้มากขึ้น ส่งผลให้ผมมีสีดำงดงาม

ผมหงอกเกิดจากหลายสาเหตุได้แก่ ความเครียด การสูบบุหรี่ การนอนหลับพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ โรคบางชนิด และการใช้สารเคมีกับผมในปริมาณที่มากเกินไป เป็นต้น นอกจากอาหารข้างต้นแล้ววิธีการป้องกันการเกิดผมหงอกที่ดีนั้นทำได้โดยพยายามใช้ชีวิตให้มีความสุขง่ายๆ ไม่เครียดบ่อย งดสูบบุหรี่ รับประทานอาหารที่มีโปรตีนและวิตามินบี 12 ให้เพียงพอ ลดการใช้สารเคมีที่รุนแรงต่อเส้นผม นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

วิธีแก้ปัญหาคอดำด้วยวิธีธรรมชาติ

วิธีแก้ปัญหาคอดำด้วยวิธีธรรมชาติ

ต้นคอดำนั้นเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ส่วนใหญ่เกิดจากความอ้วน ซึ่งมีรอยพับเป็นชั้นที่คอ พอมีเหงื่อออกก็จะสะสมสิ่งสกปรกที่บริเวณรอยพับ หากทำความสะอาดไม่ดี ก็จะทำให้เกิดการสะสมของเหงื่อไคลจนทำให้ผิวบริเวณต้นคอดำนั่นเอง วันนี้เราจึงมีวิธีที่จะช่วยแก้ปัญหาต้นคอดำมาแชร์ให้ทุกคนนำไปปรับใช้กันดู

1.ขัดขี้ไคลทุกครั้งระหว่างอาบน้ำ

นอกจากสาวๆ จะต้องอาบน้ำอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง ในช่วงเช้าและเย็นแล้วนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่ทุกครั้งเวลาอาบน้ำจะต้องหมั่นขัดขี้ไคลให้ทั่ว และเน้นขัดที่บริเวณต้นคอให้มากๆ

2.สครับผิวบริเวณต้นคอ

นอกจากจะขัดผิวในระหว่างอาบน้ำทุกวันแล้วนั้น อีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยแก้ปัญหาต้นคอดำก็คือการสครับผิวที่บริเวณต้นคออย่างน้อย 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ ในส่วนของสูตรสครับผิวนั้นแนะนำให้ใช้สูตรธรรมชาติ เช่น เกลือขัดผิว มะขามเปียก หรือน้ำตาลผสมมะเขือเทศ พยายามขัดเบาๆ ไม่ควรถูแรงๆ วิธีนี้จะช่วยผลัดเซลล์ผิวและลดรอยดำได้เป็นอย่างดี

3.เช็ดต้นคอด้วยน้ำมันมะกอก

สำหรับสาวๆ ที่พอจะมีเวลาหลังอาบน้ำ แนะนำให้ใช้สำลีก้อนชุบน้ำมันมะกอกเช็ดให้ทั่วบริเวณลำคอ ซึ่งจะช่วยให้วิตามินและสารบำรุงผิวซึมซาบเข้าสู่ผิว ทำให้รอยดำจางลงได้ หรือจะใช้โทนเนอร์แทนการใช้น้ำมันมะกอกก็ได้เช่นกัน

4.ทาครีมบำรุงผิวบริเวณต้นคอ

หลายๆ คนอาจจะละเลยการทาครีมบำรุงผิวที่บริเวณต้นคอ ทั้งที่บริเวณดังกล่าวควรได้รับการบำรุงไม่แพ้กับผิวบริเวณอื่นๆ เลย แนะนำให้สาวๆ เลือกใช้ครีมบำรุงผิวที่มีส่วนผสมของไวท์เทนนิ่งทาบริเวณลำคอทุกวันเช้าเย็น จะช่วยให้ผิวกระจ่างใสและป้องกันไม่ให้เกิดริ้วรอยเหี่ยวย่นได้ง่าย

5.เช็ดผิวบริเวณต้นคอด้วยน้ำมะนาว

ในกรณีที่ต้นคอดำมากเกินไป ก่อนอาบน้ำแนะนำให้สาวๆ ใช้สำลีชุบน้ำมะนาวสด ถูที่บริเวณต้นคอดำแต่เพียงเบาๆ เพื่อให้กรดธรรมชาติในน้ำมะนาวทำการผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วให้หลุดออกไปง่าย ทำ 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ จะเห็นได้ว่ารอยดำจางลงกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด

6.พยายามลดน้ำหนัก

เนื่องจากสาเหตุหลักที่ทำให้ต้นคอดำก็คือความอ้วน ดังนั้นจึงแนะนำให้สาวๆ พยายามลดน้ำหนัก โดยการหมั่นออกกำลังกายไปพร้อมๆ กับการควบคุมอาหารการกินอย่างสม่ำเสมอ เมื่อน้ำหนักลดลง ก็จะทำให้รอยชั้นที่ต้นคอค่อยๆ หายไป จึงไม่ทำให้เกิดการเสียดสี และยังไม่มีแหล่งสะสมของเหงื่อไคลอีกด้วย

การแก้ปัญหาต้นคอดำนั้นไม่มีวิธีไหนที่ทำได้ยากเลย เพียงแต่ต้องอาศัยความมีวินัยในการรักษาความสะอาดร่างกาย และการใช้ครีมบำรุงให้มากๆ อย่าลืมว่าเมื่อรอยดำที่ต้นคอจางลง ก็ย่อมทำให้สาวๆ มีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น ดังนั้นอย่าลืมดูแลผิวบริเวณต้นคอกันให้ดีๆ นะคะ

 

เหตุผลที่ควรกินแอปเปิ้ลทั้งเปลือก

เหตุผลที่ควรกินแอปเปิ้ลทั้งเปลือก

 

แอปเปิ้ล เป็นผลไม้กินง่าย หลายคนชอบ กินได้เรื่อยๆ มีคนหลายคนชอบ คนที่กินแอปเปิ้ล ประเภทกินทั้งเปลือก และปอกเปลือก และหลายคนชอบแบบปอกเปลือก เพราะได้ลิ้มรสสัมผัสของแอปเปิ้ลแบบละมุนนุ่มลิ้นมากกว่า แต่อันที่จริงแล้วการกินแอปเปิ้ลทั้งเปลือก แม้จะรู้สึกได้ถึงความกระด้างลิ้นจากเปลือกเล็กน้อย แต่มีประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่าเยอะ

พญ. ธิดากานต์ รุจิพัฒนกุล หรือ หมอผิง ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวพรรณและเวชศาสตร์ชะลอวัย โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท ระบุไว้ในว่า เมื่อเรากินแอปเปิ้ลที่ปอกเปลือกออกไปแล้ว สารอาหารอะไรบ้างที่จะหายไปจากแอปเปิ้ล

เหตุผลดีๆ ที่ควรกินแอปเปิ้ลทั้งเปลือก

  1. เส้นใยอาหารลดลง แอปเปิ้ลปอกเปลือกจะมีเส้นใยอาหารลดลงไปจากเดิมถึง 50% โดยเส้นใยอาหารช่วยลดน้ำตาล ไขมันในเลือด และรักษาประสิทธิภาพในการทำงานของระบบขับถ่ายได้
  2. วิตามินซีลดลงกว่าครึ่ง ในแอปเปิ้ลที่ปอกเปลือก จะมีวิตามินซีลดลงไปถึง 40% โดยวิตามินช่วยเสริมสร้างการทำงานของภูมิคุ้มกัน บำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งสดใส
  3. วิตามินเอลดลงเกือบครึ่ง แอปเปิ้ลปอกเปลือก จะมีวิตามินเอลดลงไปถึง 40% โดยวิตามินเอช่วยบำรุงสายตา เพิ่มภูมิคุ้มกัน เสริมสร้างกระดูก ฟัน และเล็บให้แข็งแรง
  4. สารอาหาร Quercetin หายไป สารอาหาร Quercetin ช่วยลดความเสี่ยงสมองเสื่อม เป็นสารอาหารที่อยู่ที่เปลือกแอปเปิ้ล ดังนั้นการปอกเปลือกแอปเปิ้ลทิ้งไป จึงทำให้สารอาหารชนิดนี้หายไปด้วย

กินแอปเปิ้ลทั้งเปลือกอย่างไรให้ปลอดภัย

อีกเหตุผลหนึ่งที่มีคนชอบกินแอปเปิ้ลปอกเปลือกมากกว่า เพราะมีความกังวลเรื่องสารตกค้างจากปุ๋ยและยาฆ่าแมลง รวมทั้งสารเคมีอื่นๆ ที่ใช้ในการเพาะปลูก ดังนั้นใครที่อยากจะหันมากินแอปเปิ้ลทั้งเปลือกด้วยกันแล้ว ควรล้างทำความสะอาดแอปเปิ้ลให้สะอาด ทั้งการล้างผ่านน้ำก็อกที่เปิดน้ำไหลแรงๆ หรือเลือกแอปเปิ้ลที่ปลูกแบบออแกนิก จากผู้ผลิตที่เชื่อถือได้ มีเครื่องหมายออแกนิกกำกับที่ฉลากผลิตภัณฑ์

 

ลดเค็ม  ลดโรค

ลดเค็ม  ลดโรค

คนไทย ส่วนมากนิยมปรุงอาหารด้วยรสเค็ม ปฎิเสธไม่ได้เลยว่า กินอะไรเราจะต้องมีขวดน้ำปลา หรือปรุงรสด้วยเกลือ หรือพริกน้ำปลาวางอยู่ข้างๆ หรือไม่ว่าจะเป็นอาหารอื่นอีกมากมายไม่ว่าจะเป็นมันฝรั่งทอดกรอบหรือผัดซีอิ๊ว เกลือก็เหมือนกับสิ่งอื่นๆ ที่เราเพลิดเพลินในชีวิต ที่ทำให้เราติดใจจนถอนตัวไม่ขึ้น เพราะฉะนั้นการเลิกพฤติกรรมการบริโภคเกลือเกินพอดี โดยเฉพาะในประเทศที่ใช้เกลือเป็นเครื่องปรุงรสที่สำคัญในการประกอบอาหารแล้ว อาจเกี่ยวข้องกับการเลือกใช้เครื่องปรุงชนิดอื่นที่เราอาจคาดไม่ถึงอย่างผงชูรสมาทดแทน

ทำไมคนเรามักติด เค็ม

การวิจัยชี้ให้เห็นว่า สมองและร่างกายของเรามีความต้องการและชื่นชอบในรสชาติของเกลือ เนื่องจากโซเดียมมีความจำเป็นต่อการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ แถมยังมีบทบาทในการควบคุมของเหลวภายในร่างกาย

อันตรายจากการบริโภคโซเดียมมากเกินไป

โซเดียมเป็นแร่ธาตุที่จำเป็นในการใช้ชีวิตของมนุษย์ แต่การบริโภคโซเดียมในปริมาณที่มากเกินไป อาจทำให้เกิดภาวะความดันโลหิตสูงได้ ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมอง ภาวะหัวใจล้มเหลว โรคกระดูกพรุน โรคมะเร็ง โรคกระเพาะอาหาร และโรคไตได้

ย้อนกลับไปในอดีต เกลือเป็นวัตถุดิบที่หาได้ยาก แต่ในปัจจุบัน เราต่างก็บริโภคเกลือกันเป็นปกติในชีวิตประจำวันจนหลายครั้งก็เผลอบริโภคในปริมาณที่มากเกินไปเสียด้วยซ้ำ อาจเป็นเพราะว่าเกลือเป็นเครื่องปรุงที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในการปรุงอาหารไทย ทำให้ปริมาณการบริโภคโซเดียมในไทยสูงจนน่าตกใจ

นอกจากนี้ยังมีคนไทยอีกจำนวนมากที่ชื่นชอบการรับประทานอาหารแปรรูปที่ช่วยให้วิถีชีวิตเร่งรีบของคนเมืองสะดวกขึ้น คนไทยมักจะรับประทานอาหารตามร้านอาหารที่มีการใช้เกลือในปริมาณมาก และดูเหมือนว่ากระแสการบริโภคเกลือมากเกินจำเป็นนี้ไม่มีทีท่าว่าจะชะลอตัวลงเลย

รณรงค์ลดเกลือ ลดเค็ม

จะเห็นได้ว่า การที่จะทำให้ผู้คนลดปริมาณการบริโภคโซเดียมลงนั้นมีความท้าทายเป็นอย่างมาก เพราะเกลือเป็นวัตถุดิบที่พบได้ทั่วไปในอาหารคาวและของหมักดอง เช่นเดียวกับซอสและเครื่องปรุงรสต่างๆ ที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย เช่น ซอสหอยนางรม ซีอิ๊ว และน้ำปลา สัดส่วนโซเดียมที่สูงในมื้ออาหารนั้นเป็นผลมาจากการปรุงรสเพิ่มเติมทั้งบนโต๊ะอาหาร และระหว่างการทำอาหาร

แม้ว่าประเทศไทยจะรณรงค์ให้ผู้คนทั่วประเทศลดการบริโภคโซเดียมอย่างต่อเนื่อง แต่ภาวะความดันโลหิตสูงก็ยังคงเป็นปัญหาด้านการสาธารณสุขที่มีความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ ในปี 2556 มีการวินิจฉัยว่าคนไทยประมาณสี่ล้านคนทั่วประเทศมีภาวะความดันโลหิตสูง และตัวเลขได้เพิ่มขึ้นมาเป็นหกล้านคนในปี 2561 ทั้งนี้ คนไทยบริโภคเกลือเฉลี่ย 10.8 กรัม ต่อวัน (มีโซเดียมมากกว่า 4,000 มิลลิกรัม) ซึ่งสูงกว่าปริมาณเกลือที่แนะนำต่อวันถึง 2 เท่า

อัตราการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง โรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดได้เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในการแก้ไขปัญหาเช่นนี้ องค์การอนามัยโลก (World Health Organization: WHO) ได้จัดทำแผนงาน โดยมีเป้าหมายเพื่อลดการบริโภคโซเดียมทั่วโลกลง 30% ภายในปี 2568 การลดการบริโภคเกลือให้เหลือน้อยกว่า 5 กรัม ต่อวัน (ประมาณหนึ่งช้อนชา) จะช่วยยืดชีวิตผู้คนได้ประมาณ 2.5 ล้านคนทั่วโลกต่อปี ซึ่งถือเป็นหนึ่งในมาตรการที่ทรงคุณค่า และประเทศต่างๆ สามารถนำไปใช้เพื่อทำให้สุขภาพประชากรของตนดีขึ้นได้

รัฐบาลในประเทศต่างๆ ทั่วโลก ได้พยายามรณรงค์การลดการบริโภคโซเดียมผ่านโครงการต่างๆ มากมาย อันรวมไปถึงการปรับสูตรผลิตภัณฑ์อาหารบางประเภท การเปลี่ยนแปลงฉลากอาหาร รวมถึงสื่อรณรงค์ต่างๆ สำหรับในประเทศไทยนั้น กระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศใช้นโยบายลดการบริโภคเกลือและโซเดียมสำหรับปี 2559-2568 ซึ่งเป็นแผนปฏิบัติการที่มุ่งเน้นไปที่การเพิ่มข้อความลงบนฉลาก การออกกฎหมาย การปรับสูตรผลิตภัณฑ์อาหาร และการดำเนินการวิจัยที่ส่งเสริมให้เกิดการผลิตและบริโภคอาหารที่มีปริมาณโซเดียมน้อยลง

 

ภาวะปวดหัวตอนท้อง รับมืออย่างไร

ภาวะปวดหัวตอนท้อง รับมืออย่างไร

อาการปวดศีรษะช่วงท้องเป็นกันได้ในคุณแม่มือใหม่ แต่ปล่อยไว้นานไม่ดีแน่วันนี้เราจะพาเหล่าคุณแม่ทั้งหลายมารับมือกับเจ้าอาการปวดหัวกัน ไปดูกันเลย  อาการปวดศีรษะ เป็นอาการที่แม่ท้องเป็นกันได้ ที่สำคัญต้องไม่ปล่อยอาการไว้นาน เพราะมีผลกระทบต่อสุขภาพของคุณแม่และลูกน้อย ปวดแบบไหน อาการปวดศีรษะ มีหลายแบบและหลายสาเหตุ ต้องสังเกตอาการที่เป็นว่าคุณแม่ปวดในแบบไหน แล้วจะรู้ว่าเพราะอะไรไปดูกัน

เครียด

เกิดจากความกังวล ความกดดัน การใช้ความคิดหรือการทำงานเป็นเวลานาน อาการจะปวดตื้อ ๆ เหมือนมีอะไรบีบรัดรอบศีรษะ รอบกระบอกตา และปวดมาถึงกล้ามเนื้อท้ายทอย

สายตาอ่อนล้า

แน่นอนว่ามาจากการใช้สายตามากเกินไป (คุณแม่ที่นั่งหน้าจอคอมฯ) หรือมีปัญหาสายตาสั้นหรือยาว การจ้องหรือเพ่งสิ่งใดนาน ๆ อาจทำให้ปวดศีรษะข้างเดียว และมีอาการร่วมกับอาการตาพร่า ตาแดง ปวดบริเวณกระบอกตาและขมับ

ความดันโลหิตสูง

เกิดจากความดันในกะโหลกศีรษะสูงขึ้นชั่วคราว มักเกิดขึ้นในช่วงเวลาตื่นนอน การไอ-จาม หรือเวลาที่คุณแม่เบ่งแรง ๆ จะมีอาการมึนศีรษะ ปวดตื้อ ๆ บริเวณท้ายทอยตลอดเวลา กรณีที่มีอาการปวดรุนแรง อาจมีอาการอาเจียนหรือตาพร่ามัวร่วมด้วย

ความผิดปกติอื่น ๆ

เป็นอาการปวดศีรษะที่รุนแรง เช่น โรคเบาหวาน แผลในกระเพาะอาหาร โรคหลอดเลือดหัวใจ ความดันโลหิตสูง ซึ่งจะมีอาการปวดนานทั้งวัน หรือปวดศีรษะข้างเดียว

บรรเทาอาการปวด

พักผ่อน

อย่างแรกคือนอนหลับพักสายตา หรืองีบเป็นระยะ เพราะการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอและเป็นเวลา จะช่วยลดอาการปวดศีรษะได้ คุณแม่ควรนอน วันละ 8-10 ชั่วโมง การหลับน้อยเกินไป อาจทำให้เกิดอาการปวดศีรษะเพิ่มขึ้นได้

ดูแลสิ่งแวดล้อม

จัดห้องหรือโต๊ะทำงานให้โล่งโปร่งอากาศถ่ายเท เพื่อให้คุณอยู่ในบรรยากาศที่สดชื่นสบายตา สบายใจ บรรเทาอาการปวดศีรษะไปได้ หรืออาจใช้ผ้าชุบน้ำหมาด ๆ นวดประคบบริเวณขมับ หรือท้ายทอย ก็จะช่วยให้รู้สึกดีขึ้น เพราะเป็นการผ่อนคลายกล้ามเนื้อรอบศีรษะ

เมื่อคุณแม่มีอาการปวดศีรษะ โดยเฉพาะปวดถี่และมากขึ้นเรื่อย ๆ ควรมาพบคุณหมอ เพื่อขอคำปรึกษาและทำการรักษาที่ถูกต้องเนื่องจากยารักษาอาการปวดศีรษะ หรืออาการไมเกรนมีหลายชนิด บางชนิดไม่สามารถใช้ได้ระหว่างที่คุณแม่ท้อง โดยเฉพาะยากลุ่มที่ทำให้เส้นเลือดหดรัดตัว ซึ่งจะทำให้เส้นเลือดของลูกหดรัดตัวไปด้วย อย่าลืมว่าการดูแลรักษาสุขภาพกายและใจอยู่เสมอ เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดของการเป็นคุณแม่ค่ะ

ไมเกรน กับแม่ท้อง

นอกจากอาการปวดศีรษะจากสาเหตุอื่น ๆ แล้วยังมีอาการปวดไมเกรน ที่แม่ ๆ อาจมีอาการนี้มาก่อนท้องจนถึงหลังคลอด สังเกตได้ว่า เป็นอาการเฉพาะคือ  ปวดศีรษะข้างเดียวอย่างรุนแรง เป็น ๆ หาย ๆ โดยเริ่มจากบริเวณรอบลูกตาก่อน ปวดตุบ ๆ แปลบ ๆ เป็นระยะ อาจมีอาการเตือนก่อนปวดประมาณ 10-30 นาที มีอาการวิงเวียน คลื่นไส้ อาเจียน เห็นภาพซ้อน ตาไวต่อแสง หากรุนแรง อาจทำให้พูดลำบากหรือแขนขาไม่มีแรง

ส่วนมากอาการปวดไมเกรนในแม่ท้องมักจะดีขึ้นเมื่อเกิน 3 เดือนไปแล้ว โดยเฉพาะคุณแม่ที่เคยเป็นไมเกรนระหว่างมีประจำเดือน เพราะระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนจะสูง ทำให้อาการไมเกรนดีขึ้น แต่หลังคลอดแล้วไมเกรนก็จะกลับมาอีกครั้ง คุณแม่จึงต้องดูแลสุขภาพเป็นพิเศษตั้งแต่ช่วงตั้งท้องจนถึงหลังคลอด พักผ่อนและดูแลตัวเองก่อนเนิ่น ๆ หลีกเลี่ยงสาเหตุที่อาจกระตุ้น ทำให้เกิดอาการมากขึ้นค่ะ

 

ดูดไขมันอันตรายไหม?

ดูดไขมันอันตรายไหม?

ทุกคนอาจจะเคยได้ยินข่าวว่า มีคนดูดไขมันแล้วเสียชีวิต ดูดไขมันแล้วติดเชื้อ หรือดูดไขมันแล้วความเสี่ยงเยอะมาก ทำให้เกิดข้อสงสัยมากมาย ไม่ว่าจะเป็นดูดไขมันอันตรายไหม อันตรายจากการดูดไขมันมีอะไรบ้าง รีวิวดูดไขมันเชื่อถือได้จริงไหม?

แต่ก่อนเทคโนโลยีการดูดไขมันอาจยังไม่ได้ถูกพัฒนาอย่างในปัจจุบัน คลินิกดูดไขมันเถื่อน หมอเถื่อนก็เยอะ อีกทั้งจะใช้การวางยาสลบในการดูดไขมันเป็นหลัก ทำให้คนไข้เสี่ยงอยู่ในสภาะวะอันตรายได้ง่ายกว่าในปัจจุบัน แล้วตอนนี้ การดูดไขมันอันตรายไหม อันตรายจากการดูดไขมันมีมากน้อยเพียงใดเราจะพาไปหาคำตอบกัน

กรณีไขมันอุดตันเส้นเลือด ขณะดูดไขมัน

พบว่าในสมัยก่อนเกิดภาวะไขมันวิ่งไปตามเส้นเลือดระหว่างดูดไขมันจริง แต่ในสมัยนี้ หรือใน 5 ปีนี้ จำนวนเคสที่เกิดไขมันอุดตันในเส้นเลือดขณะดูดไขมันนั้นเป็น 0% แล้ว เพราะปัจจุบัน ก่อนการดูดไขมันเรามีการฉีด ด้วยยาชา, ยาที่ทำให้เส้นเลือดหดตัว เข้าไปที่ชั้นไขมัน ทำให้โอกาสที่จะทำให้ไขมันหลุดเข้าไปอยู่ในเส้นเลือด เข้าไปอุดปอด หรือหลุดเข้าไปที่สมองไม่มีอีกต่อไป

ดูดไขมันหน้าท้อง แล้วเข็มจะแทงเข้าไปในลำไส้มั้ย

กรณีที่ดูดไขมันหน้าท้อง แล้วเข็มดูดไขมันแทงเข้าไปโดนอวัยวะภายใน ในกรณีนี้ อาจเกิดขึ้นได้ หากผู้ที่ทำการดูดไขมันไม่ใช่แพทย์จริง ไม่ได้มีความรู้ทางการแพทย์ เพราะมีโอกาสยากมากที่จะทะลุเข้าไปถึงอวัยวะภายในได้ เนื่องจากเข็มดูดไขมัน หรือท่อที่ใช้ในการดูดไขมัน จะมีลักษณะปลายทู่ ไม่แหลม การที่แทงทะลุกล้ามเนื้อหน้าท้อง เข้าไปจนถึงอวัยวะภายใน และเกิดอันตรายจนเสียชีวิตได้ จะต้องใช้แรงมาก และตั้งใจแทงเข้าไป จึงจะทะลุนั้นเอง เพราะฉะนั้นโอกาสที่จะดูดไขมันแล้วเสียชีวิต ด้วยการแทงทะลุเข้าไปในช่องท้องจึงน้อยมาก

ดูดไขมันแล้วช็อค หัวใจหยุดเต้น ติดเชื้อเสียชีวิต

มักเกิดขึ้นในสถานพยาบาลเถื่อน คลินิกดูดไขมันเถื่อน ทำโดยหมอเถื่อน ไม่ใช่แพทย์จริง ไม่มีใบประกอบวิชาชีพ ผู้ที่แอบอ้างตนว่าเป็นแพทย์ จึงให้การรักษาที่ไม่ถูกต้อง และไม่ปลอดภัย รวมทั้งอุปกรณ์และ เครื่องมือไม่ได้มาตรฐาน ทำให้มีโอกาสติดเชื้อสูง แพทย์เถื่อน ไม่มีประสบการณ์ อาจดูดไขมันผิดจุด อาจแทงทะลุไปถึงชั้นกล้ามเนื้อ หรือพลาดโดยอวัยวะภายในได้ นอกจากนี้อาจจะเกิดกรณีที่คนไข้แพ้ยาบางชนิด หรือมีโรคประจำตัวบางชนิด ก็อาจจะทำให้คนไข้อยู่ในภาวะเสี่ยงอันตรายได้

ใช้ยาชา ดีกว่าการใช้ยาสลบอย่างไร

การดูดไขมันทุกตำแหน่ง ไม่ว่าจะเป็นการดูดไขมันหน้าท้อง, ดูดไขมันต้นแขน, ดูดไขมันเอวเอส, ดูดไขมันเหนียง, หรือดูดไขมันต้นขาก็ตาม แม้เทคโนโลยีในการดูดไขมันจะช่วยให้คนไข้รู้สึกเจ็บน้อยลง แต่ก็ยังคงต้องใช้ยาระงับความเจ็บปวดอยู่ แต่ว่าจะเป็นยาสลบ หรือยาชานั้น อะไรดีกว่ากัน มาอ่านข้อมูลด้านล่างนี้ต่อได้เลย

ยาสลบ เป็นยาที่ใช้เพื่อให้คนไข้หมดสติ ไม่รู้สึกตัว อยู่ในสภาวะกึ่งหลับกึ่งตื่น ตื่นขึ้นมาแล้วจำอะไรไม่ได้ เหมาะสำหรับการผ่าตัดใหญ่ที่มีความเจ็บปวดมาก การดูดไขมันในสมัยก่อนก็ใช้ยาสลบเช่นเดียวกัน เพราะเทคโนโลยียังไม่ถูกพัฒนาให้เอื้ออำนวยต่อการรองรับความเจ็บปวดของคนไข้ขณะดูดไขมัน การวางยาสลบนั้น จะต้องทำโดยวิสัญญีแพทย์เท่านั้น หลังที่คนไข้ฟื้นขึ้นมา อาจจะมีความรู้สึกมึนงง คลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลีย หรือ รู้สึกเจ็บปวดเพราะยาสลบหมดฤทธิ์ เป็นต้น

ในปัจจุบันแพทย์ หันมาใช้ยาชาเฉพาะจุดในการดูดไขมันมากขึ้น และประจวบเหมาะกับเทคโนโลยีในการดูดไขมัน ที่พัฒนานำเอาพลังงานต่างๆ และเทคนิคต่าง ๆ เข้ามาร่วมด้วย จึงช่วยคลายความเจ็บปวดของคนไข้ลงได้ ยาชาเฉพาะจุดจึงเพียงพอ ในการระงับความเจ็บปวดระหว่างดูดไขมัน การใช้ยาชามีข้อดีคือคนไข้รู้สึกตัวตลอดเวลา มีสติ ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นจากการดมยาสลบก็ไม่มี

 

เม็ดแมงลักลดความอ้วน

เม็ดแมงลักลดความอ้วน

เม็ดแมงลักมีสรรพคุณเด็ดมากมายทั้งลดความอ้วน แก้ท้องผูก ลดพุงได้ เรามาดูกันดีกว่าว่าเม็ดแมงลักช่วยการลดความอ้วนได้ยังไง ไปดูกัน

ประโยชน์ของเม็ดแมงลัก

          เม็ดแมงลัก ถือเป็นสมุนไพรอีกชนิดหนึ่งที่มีราคาถูก และหาซื้อได้ง่ายตามท้องตลาดทั่วไป และเมื่อขึ้นชื่อว่าเป็นสมุนไพร ย่อมต้องมีสรรพคุณดี ๆ ที่น่าสนใจหลายอย่าง ส่วนประโยชน์ของเม็ดแมงลักจะมีอะไรบ้างมาดูกันเลยค่ะ

เม็ดแมงลัก ช่วยขับคอเลสเตอรอลไม่ดีออกจากร่างกาย โดยเส้นใยของแมงลักจะดูดซับไขมันไว้ เมื่อร่างกายไม่สามารถย่อยกากใยพวกนี้ได้ ไขมันไม่ดี ก็จะถูกขับออกมาพร้อมกับเส้นใยของแมงลัก แต่ไม่มีผลใดๆ ต่อ HDL-cholesterol ที่เป็นไขมันดี ดังนั้นการรับประทานเม็ดแมงลักเป็นประจำ จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจด้วย

เม็ดแมงลัก มีลักษณะนิ่ม ลื่น กลืนง่าย เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาช่วงลำคอ และการที่เม็ดแมงลักพองตัวมาก ทำให้ร่างกายดูดซึมสารอาหารได้ช้าลง จึงเหมาะกับผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ต้องการให้ร่างกายดูดซึมน้ำตาลลดลงด้วย

เม็ดแมงลัก มีสรรพคุณเป็นยาระบาย เนื่องจากบริเวณเปลือกนอกของเม็ดเป็นสารเมือกขาว และยังมีกากอาหาร ทำให้อุจจาระไม่เกาะลำไส้ ซึ่งช่วยให้ผู้รับประทานสามารถขับถ่ายได้สะดวกยิ่งขึ้น โดยเม็ดแมงลักจะไปกระตุ้นประสาทที่อยู่รอบ ๆ ลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย ทำให้เกิดปวดท้องหนัก

เม็ดแมงลัก มีสรรพคุณในการควบคุมน้ำหนัก เนื่องจากเม็ดแมงลักไม่ก่อให้เกิดพลังงาน และสามารถพองตัวได้ถึง 45 เท่า ดังนั้นเมื่อนำมารับประทานก่อนอาหารก็จะช่วยให้รู้สึกอิ่มท้อง และสามารถควบคุมปริมาณอาหารที่รับประทานได้เป็นอย่างดี

เม็ดแมงลักลดความอ้วน

เม็ดแมงลักอาจไม่ได้มีสรรพคุณในการลดน้ำหนักโดยตรง แต่หากต้องการตัวช่วยเพื่อควบคุมการรับประทานอาหาร และช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานดีขึ้น เม็ดแมงลักก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจนะคะ ทั้งนี้ เม็ดแมงลัก สามารถรับประทานได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ รวมทั้งปลอดภัยในหญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตรด้วย

วิธีการกินเม็ดแมงลักให้ได้ประโยชน์

ช่วยเรื่องการระบาย : ตักเม็ดแมงลัก 1-2 ช้อนชา แช่น้ำ 1 แก้วใหญ่ ทิ้งไว้จนกว่าจะพองเต็มที่ แล้วนำมารับประทานก่อนนอน ทานได้ทุกวัน หรือ 3-4 วันต่อสัปดาห์
ช่วยเรื่องการลดน้ำหนัก : สำหรับคนน้ำหนัก 50-60 กิโลกรัม ให้ตักเม็ดแมงลัก 2 ช้อนชา แช่น้ำ 1 แก้วใหญ่  ทิ้งไว้จนกว่าจะพองเต็มที่ ทานก่อนอาหาร ทดแทนอาหารเป็นบางมื้อ จะช่วยป้องกันการดูดซึมน้ำตาลในอาหารมื้อนั้นไม่ให้เข้าสู่กระแสเลือด ถ้าน้ำหนักมากกว่านี้ให้เพิ่มตามส่วน

สำหรับคนที่ไม่ชอบทานเม็ดแมงลักแบบจืด ๆ ลองนำไปผสมกับเครื่องดื่มอื่น ๆ ก็อาจทำให้รับประทานได้ง่ายขึ้น เช่น น้ำขิง น้ำใบเตย น้ำเต้าหู้ หรือผสมกับเมนูอาหารอย่างโจ๊ก เป็นต้น

 

 

 

แก้ความฝันให้ร้ายกลายเป็นดี

แก้ความฝันให้ร้ายกลายเป็นดี

เราจะรู้ได้ฝันชนิดใดเป็นฝันร้าย หรือฝันชนิดใดเป็นฝันดี จึงไม่อาจกำหนดได้แน่นอนในทันทีที่ตื่นจากฝันได้ แต่ส่วนมากการ ฝันร้าย เช่น ฝันว่า ร้องไห้ หรือฝันว่าถูกตัดหัวในคำทำนาย บอกว่า เป็นนิมิตบอกเหตุการณ์ล่วงหน้า ว่าจะมีลาภ และได้รับโชค  

ไทยเรามีวิธีแก้ฝัน อยู่อย่างหนึ่งซึ่งแตกต่างกับคนต่างชาติหรือฝรั่ง คือใช้วิธี เล่าความฝันให้ใครคนใดคนหนึ่งฟังจะเป็นฝันดีหรือฝันร้ายก็ตามคนที่รับฟัง จะเป็นคนแก้ฝันให้เราเองคือพอเราเล่าจบเขาจะต้องให้พรว่าฝันดี จะมีลาภ เราก็จะต้องยกมือไหว้และตอบว่าสมพรปากเถิดวิธีนี้คนเก่าๆ หรือคนชนบทยังนิยมใช้เป็นเคล็ดแก้ฝันของตนเองอยู่จนถึงทุกวันนี้เพราะถือว่าเมื่อแก้ฝันแล้ว ถ้าฝันร้ายก็จะกลายเป็นดี ถ้าฝันดีก็จะดียิ่งๆ ขึ้นไป

การแก้เคล็ดในการแก้ฝันร้ายนั้นเรา มีวิธีแก้ และถือเป็น ประเพณีกันมานมนานตามคำบอกเล่าของคนเฒ่า คนแก่ในสมัยก่อนๆ ตกทอดกันมา ดังนี้

  • ฝันว่า “ผมร่วง เป็นหย่อมๆ” ท่านว่า จะมีเคราะห์ ต้องไปแก้ กับหญิงมีครรภ์ ให้หญิงคนนั้น แก้ฝัน ให้ว่า “ฝันดี จะมีลาภ”
  • ฝันว่า “ถูกสุนัขกัด” ท่านว่า จะเดือดร้อน เพราะศัตรู ต้องไปแก้ กับภิกษุในวัด
  • ฝันว่า “เห็นไฟไหม้” ท่านว่า จะเดือดเนื้อ ร้อนใจ ต้องไปแก้ กับน้ำ หรือเอาน้ำ ในแม่น้ำ ลำคลอง ล้างหน้า ตนเอง แล้วกล่าวขอพร จากพระแม่คงคา ให้ช่วยคุ้มครอง ปกป้องอันตราย
  • ฝันว่า“เต้นรำ” หรือ “ร้องรำ” ท่านว่า จะเสียของรัก ต้องไปแก้ฝัน ที่ใต้ถุนเรือน บอกกล่าวกับ ผีเหย้า ผีเรือน
  • ฝันว่า “ขี่วัวควาย แล้วตกลงมา” ท่านว่า จะเดือดร้อน ต้องไปแก้ฝัน ตรงทางสามแพร่ง
  • ฝันว่า “ใส่แว่นตา” ท่านว่า จะผิดหวัง ในการงานต่างๆ ต้องไปแก้ฝัน กับครูบา อาจารย์ ผู้มีความรู้สูง
  • ฝันว่า “ตกส้วมอุจจาระ มีแต่อุจจาระ อย่างเดียว” ท่านว่า จะมีชื่อเสียง ต้องไปแก้ฝัน บนกลางสะพาน
  • ฝันว่า “ได้เงินทอง” ท่านว่า จะเดือดร้อน เรื่องการเงิน ต้องไป โปรยข้าว ลงกลางดิน เรียกไก่ หรือหมูหมา มากินเสียก่อน แล้วจึงแก้ฝัน
  • ฝันว่า “ตกเหว ตกบ่อ” ท่านว่า ฝันร้าย ต้องนอนคว่ำหน้า เอาคาง เกยธรณีประตู แล้วแก้ฝัน
  • ฝันว่า “ขี่ม้า แล้วตกลงมา” ท่านว่า จะเดือดร้อน ต้องไปแก้ฝัน ตรงทางสามแพร่ง หรือสามแยก หรือสี่แยก โดยหันหน้า ไปทาง ทิศตะวันออก แล้วแก้ฝัน
  • ฝันว่า “ว่ายน้ำข้ามฝั่ง ไม่สำเร็จ” ท่านว่า จะลำบาก หรือผิดหวัง ต้องไปแก้ฝันกับ พระพุทธรูป หรือพระบูชา
  • ฝันว่า “นั่งเรือไปแล้ว เรือล่ม” ท่านว่า จะได้รับเคราะห์หนัก ต้องไปแก้ฝัน ใต้ต้นไม้ใหญ่ๆ
  • ฝันว่า “มีเด็กอื่น มาดูดนมเรา” ท่านว่า จะเจ็บป่วย ต้องไปแก้ฝันกับ คนสูงอายุ หรือญาติผู้ใหญ่ ในบ้าน
  • ฝันว่า “เดินเข้าไป ในถ้ำมืด” ท่านว่า จะทะเลาะวิวาท หรือเสียคนรัก ต้องไปแก้ฝันกับ พระอาทิตย์ หรือกลางแดด
  • ฝันว่า “กระโดดจาก ที่สูง ลงมาต่ำ” ท่านว่า จะเสียผลงาน ต้องไปแก้ฝันกับ เสาเรือนในบ้าน หรือเสาวิหารโบสถ์
  • ฝันว่า “ได้ดมกลิ่นหอม ดอกไม้” ท่านว่า จะมีอันตราย ต้องแก้ฝัน บนที่นอน
  • ฝันว่า “ถูกโซ่รัดคอ หรือคล้องคอ” ท่านว่า จะได้รับเคราะห์ร้าย ต้องแก้ฝันกับ แม่ธรณีประตู
  • ฝันว่า “ลุยโคลน หรือย่ำโคลน” ท่านว่า จะไม่สบาย ต้องไปแก้ฝัน กับต้นไม้ใหญ่ๆ

 

รีวิวเกมแนวใหม่ฝีมือคนไทย “606 FAKE NEW GAME”

รีวิวเกมแนวใหม่ฝีมือคนไทย “606 FAKE NEW GAME”

วันนี้เรามีเกมใหม่ที่จะมาแนะนำกันก็คือ 606 FAKE NEW GAME ซึ่งเกมนี้เป็นฝีมือของคนไทย เป็นเกมแนวสืบสวนสอบสวน ระหว่างเล่นทำให้รู้สึกได้เลยว่า นักสืบจิ๋วโคนันตกงานแน่นอน ตัวเป็นเกมโทรศัพท์มือถือเล่นไม่ยาก และมีความน่าสนใจ เป็นฝีมือของทางผู้พัฒนา Open Dream ร่วมกับ กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

606 FAKE NEWS GAME มาจากไหน?

Opendream

เราต้องแนะนำก่อนว่า Open Dream นั้น เป็นองค์การธุรกิจที่มุ่งเน้นพัฒนาสังคม ได้ก่อตั้งเมื่อเดือน ธันวาคม 2550 มีผลงานที่น่าทึ่งมากมาย ทั้งสร้างแอปพลิเคชัน สร้างเกม ออกแบบกราฟิกต่างๆ ได้ ซึ่งอาจเคยผ่านหูผ่านตาหลายคนมาบ้าง เช่น เกม Corrupt (เกมที่ป้องกันการคอร์รัปชัน), เกม JUDIES (เกมป้องกันปัญหาการมีเซ็กส์ของวัยรุ่น)

นอกจากเกมแล้วองค์การนี้ยังมีนักพัฒนา ที่มีความสามารถในการใช้ทักษะดิจิทัลส่งเสริมช่วยเหลือสังคม ร่วมมือกับมูลนิธิและหน่วยงานต่าง ๆ เช่น ร่วมกับ Change Fusion และ มูลนิธิเพื่อคนไทย เพื่อสร้างระบบเป็นสื่อกลาง ระดมเงินแยกให้แต่ละโครงการ, DoctorMe ระบบการค้นหาด้านสุขภาพ ป่วยเป็นอะไรค้นหาโรงพยาบาล แนะนำการดูแล บันทึกอาการป่วย จบที่นี่ที่เดียว

กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

กองทุนนี้เป็นหน่วยงานนิติบุคคลที่เป็นหน่วยงานของรัฐที่ไม่เป็นส่วนราชการ หรือรัฐวิสาหกิจ ได้รับการรับรองร่าง พ.ร.บ. ผ่านกฏหมายเมื่อ 2558 ต้องขอบคุณกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ที่พยามรณรงค์คอยช่วยเหลือความปลอดภัยในการใช้สื่อของประชาชน แน่นอนว่า เมื่อกองทุนนี้ได้ร่วมมือกันสร้างเกมกับ Opendream ทำให้เกิดเกมดีมีคุณภาพของไทยขึ้นมาอีกเกมก็คือ 606 นั่นเองค่ะ

606 FAKE NEWS GAME

รีวิวครั้งนี้รู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมาก ไม่ได้เวอร์นะคะ แต่มันเป็นแบบนั้นจริง ความรู้สึกครั้งแรกที่เห็นคือ คนไทย เกมไทย คำไทยฟังรู้เรื่อง เป็นเกมมือถือเล่นง่าย ต่อมอยากรู้อยากเห็นทำงานทันทีว่าจะออกมาเป็นอย่างไรกันนะ

โทรศัพท์ของฉันโทรศัพท์ของเธอ

เรื่องราวภายในเกมเริ่มขึ้น เมื่อตัวละครชนและทำการสลับมือถือกัน เราผู้โชคร้ายสถานะการณ์บังคับให้เราต้อง Log in เข้าเครื่องของมือถือปริศนานี้ ไม่ทันไรก็เกิดเรื่องราวดราม่าขึ้นกับเจ้าของโทรศัพท์ เราจำเป็นต้องตามน้ำไป เพราะไม่มีใครฟังเราอธิบาย อะไรเลย! ว่าฉันไม่ใช่เจ้าของโทรศัพท์เครื่องนี้!

ไม่มีใครฟังที่จะพูดเลย

ด้วยความหงุดหงิดเล็กน้อยถึงปานกลาง ทำไมน้องไม่ฟังที่พี่พูดเลย พยายามหาทางแต่ตัวเกมดักทุกทางจริง ๆ เพื่อดันเราเข้าในเนื้อเรื่องให้ได้ แต่ขออกปากชมเลยว่าเนื้อเรื่องทำให้ผู้เขียน ระทึก มาก เพราะไม่คิดว่า การที่เราตอบคำถามออกไปมันจะส่งผลต่อตัวละครในเกมอีกด้วย

จุดเด่นภายในเนื้อเรื่อง

ระหว่างที่เราเล่นเกมอย่างสนุก ลุ้นระทึก ตัวเกมก็สอดแทรกสาระความรู้เรื่อยๆ ให้เราวิเคราะห์เนื้อหาข่าวจริงข่าวเท็จ เราควรตรวจดูและเช็คข่าวอย่างไร แนะนำและสรุปให้ผู้เล่นได้เข้าใจมาขึ้น ตัวเกมทำออกมาได้ดีเยี่ยมมากค่ะ

สาระความรู้ล้วน ๆ

อาจเพราะเนื้อเรื่องภายในเกมมีถึง 5 ตอนด้วยกัน เลยทำให้บทสนทนาบางตอน ยืดยาว ไปหน่อย บทสนทนาภายในแชทไม่สามารถกดให้ไวขึ้นได้ เหมือนการอ่านนิยายในแอป Joy ที่เราสามารถกดที่หน้าจอบทสนทนาเด้งเร็วขึ้น ที่รู้สึกแบบนั้นเนื่องจาก กว่าผู้เขียนจะได้ตอบกลับต้องรอพักใหญ่ รอให้มีภาระกิจกว่าจะได้ตอบ(โดยเฉพาะน้องเฟียต กว่าน้องจะพิมพ์ได้แต่ละตัว..)

Gameplay

ครั้งแรกที่เล่นอย่างที่บอกค่ะว่าตื่นเต้น ไอคอนค้นหา ไอคอนแชท เราสามารถกดดูได้หมด เหมือนเราได้โทรศัพท์ใครไม่รู้มาเครื่องหนึ่งเลยจริง ๆ แน่นอนว่าเราต้องเข้าไปหาเบาะแสภายในแอปแต่ละแอปที่อยู่ในเครื่อง

ตามล่าหาความจริง

ทีมงานมีความเฮฮาใส่มุขมาให้ผู้เล่นขำคุกคิกอยู่คนเดียวตลอด อ่านข่าวแล้วเฮฮาชอบใจในการโยงเนื้อข่าวมากค่ะ

ภาระกิจพิชิตข่าวปลอม

ใช่แล้วค่ะ เกม 606 ออกแบบมาให้เราเป็นผู้พิชิตข่าวปลอมโดยเฉพาะ คนอื่นนี่ไม่มีความสามารถพอ ต้องให้เราผู้เล่นช่วยเหลือตลอด เหล่าเพื่อนก็สรรหาข่าวปลอมมาให้แท้ ไม่รู้จักตรวจสอบให้ดีก่อนแชร์ ผู้พิชิตจึงตกเป็นหน้าที่ของเรา ไม่ต้องห่วงว่าจะเล่นยากในตัวเกมมีตัวช่วยให้เราด้วย

ภารกิจที่เราต้องแปลภาษา ให้เรากดจนกระจกแตก

ภารกิจนั้นมีทั้งให้เราตรวจสอบวิดีโอ ตรวจสอบภาพถ่าย ค้นหาข่าวจากต่างประเทศ หาจุดสังเกตตามข่าวและรูปภาพ เมื่อเราจบภาระกิจตัวเกมจะอธิบายและสรุปให้เราอ่าน เมื่อเราพิชิตข่าวปลอมเบาะแสในการตามหาโทรศัพท์ของเราและข่าวดราม่าก็กระจ่างขึ้น และจบตอนค่ะ ทุกครั้งที่จบตอนจะมีการสรุปเรื่องราวให้เราเข้าใจอีกที

Graphics คนแสดง

อีกเรื่องที่ตื่นตาตื่นใจคือ คนแสดง เหล่าหนุ่มสาวห้อง 6/6 ที่หน้าตาสวยหล่อ อย่างตัวเอกของเราที่ชื่อว่า นิว แสดงโดย น้องแบมแบม นามิตา แก้วใหม่ ดีกรี Miss Flower Bloom Beauty, เจ แสดงโดย น้องเอิร์ธ พิชญะ เจริญโพธิ์ ดีกรีนายแบบ Dolmodel , อิ๊ม แสดงโดย น้องบลู ดีกรีนางแบบสาวสวย แต่ละคน สวยหล่อทั้งนั้น

ทำให้การเล่นเกมครั้งนี้เหมือนผู้เล่นได้ดูหนังเรื่องหนึ่ง และผู้เล่นก็ได้เป็นตัวละครในนั้นไปด้วย สำหรับเกมนี้ใช้เนื้อที่ไปเพียง 424.10 MB ถือว่าน้อยสำหรับ Graphics อลังการงานสร้างแบบนี้ Interface เกมเป็นแนวตั้งทั้งเกม ให้ความรู้สึกเหมือนกับเราถือโทรศัพท์ของใครไม่รู้อีกเครื่อง ภาพตัดต่อ การแสดง ฉาก นักแสดงทุกคน รับรู้ได้เลยว่าทุ่มทุนสร้างเป็นอย่างมาก

ต้องเล่น 606 FAKE NEWS GAME ให้ได้

บอกตามตรงเลยว่า ห้ามพลาดเกมนี้เด็ดขาด เป็นเกมฟรีที่คุ้มค่า ทั้งสาระความรู้ เด็กเล่นได้ผู้ใหญ่เล่นดี คนแก่เล่นรู้เรื่อง รายละเอียดของเรื่องราวเล่าออกมาได้ดี น่าติดตามว่าตอนต่อไปเป็นเช่นไร การหาหลักฐานมีตัวช่วยทำออกมาได้สมจริง ทั้งวิดีโอ ภาพถ่าย มีการให้ตัวละครโทรมาหาผู้เล่น ทั้งตัวละครก็มีผลต่อการตอบคำถามของเรา

คำคมเตือนใจ

หากมองเรื่องความสมเหตุสมผลและวิธีในการค้นหาโทรศัพท์ ค่อนข้างมีช่องโหว่อยู่บ้างยังมีอีกหลากหลายวิธีที่จะตามหาโทรศัพท์คืนในชีวิตจริง เราไม่สามารถโต้ตอบแชทกับเพื่อนในห้องมากเท่าไหร่ ได้เพียงแค่อ่านอย่างเดียว แต่เข้าใจได้ว่านี่คือเกม เกมที่ต้องการสอนให้เราเหล่าผู้เล่นประชาชนระวัง ข่าวปลอม การสำรวจอย่างเพิ่งเชื่อ ตรวจสอบให้รอบคอบก่อนแชร์

ใครสนใจอยากลองตัวเกมมีให้โหลดทั้ง App store และ Google Play เลย อย่าลืมสนับสนุนฝีมือคนไทยกันนะ

 

สุนัขแสนซื่อสัตย์ ‘ฮาชิโกะ’

สุนัขแสนซื่อสัตย์ ‘ฮาชิโกะ’

ใครๆก็ว่าสุนัขเป็นสัตว์ที่ซื่อสัตย์กับเจ้าของเป็นอย่างมาก แต่จะมีสุนัขตัวไหนที่จะซื่อสัตย์ได้เท่าเจ้าสุนัขตัวนี้ ‘ฮาชิโกะ’ เรื่องราวของเจ้าสุนัขตัวนี้จะเป็นอย่างไร ไปดูกัน

ฮาชิโกะ แต่เดิมชื่อ ฮาชิ ลืมตาดูโลกไล่เลี่ยกับพี่น้องอีกสามตัวในเดือนพฤศจิกายน 1923 ที่โรงนาแห่งหนึ่งทางตอนเหนือของราชอาณาจักรญี่ปุ่น มันเป็นพันธุ์อากิตะ (Akita) พันธุ์สุนัขดั้งเดิมของญี่ปุ่น ในเดือนมกราคม 1924 ฮาชิถูกจับใส่ลังขนส่งขึ้นรถไฟมุ่งหน้าไปทิศทางใต้ ทุกอย่างถูกจัดการอย่างเร่งรีบ เนื่องจากสุนัขพันธุ์อากิตะ ปกติแล้วจะต้องทำความรู้จักและคุ้นเคยกับเจ้าของใหม่ให้ได้ภายในระยะเวลาสองเดือน เพื่อความผูกพันจะได้กระชับแน่นยิ่งขึ้น

เจ้าของคนใหม่ชื่อ ฮิเดะซะบุโระ อุเอโนะ (Hidesaburo Ueno) เป็นศาสตราจารย์ภาควิชาการเกษตรกรรมของมหาวิทยาลัยโตเกียวอิมพีเรียล ไม่มีลูก จึงมีเวลาเลี้ยงดูฮาชิ พูดคุยกับมัน เล่นกับมัน และป้อนอาหารให้มัน ฮาชิเติบโตเป็นอากิตะตัวล่ำสัน ความสูงราว 60 เซนติเมตร น้ำหนักตัวกว่า 40 กิโลกรัม ขนดกสีขาวครีมแซมสีเหลืองอ่อน หางห้อย และหูตั้ง ทุกเช้าฮาชิมักเดินตามอุเอโนะเพื่อส่งเขาไปทำงาน จากบ้านซึ่งไม่ไกลจากสถานีชิบุยะมากนัก และจะมาคอยรับเขาในตอนเย็นอีกครั้ง ไม่ว่าวันนั้นจะมีพายุฝนหรือแดดออก

รวมทั้งวันที่ 21 พฤษภาคม 1925 ด้วย วันนั้นเป็นวันฟ้าครึ้ม อากาศขมุกขมัว ฮาชิ-ขณะอายุ 18 เดือน-เฝ้ารอการกลับมาของอุเอโนะอย่างใจจดใจจ่อ แต่ทว่าในเย็นวันนั้นศาสตราจารย์ไม่ได้ขึ้นรถไฟกลับบ้าน ภาวะเส้นเลือดในสมองแตกทำให้เขาเสียชีวิตเสียก่อน

ไม่ช้าบรรดาผู้โดยสารประจำสถานีชิบุยะก็คุ้นเคยกับภาพที่ไม่ชินตา สุนัขตัวสูงใหญ่มานั่งแกร่วอยู่บริเวณประตูทางเข้าชานชาลาในทุกเย็น มันนั่งตามลำพัง สงบนิ่ง ไม่ยอมลุกเดินไปไหน เพื่อรอคอยชายผู้เป็นเจ้าของที่ไม่มีวันกลับมา

ความจริงแล้วฮาชิไม่ได้เป็นที่รักใคร่ของทุกคนในสถานีรถไฟ บ่อยครั้งผู้โดยสารมักบ่นเรื่องนี้กับเจ้าหน้าที่ แม้แต่พนักงานสถานีรถไฟเองก็ไม่ได้ปฏิบัติต่อมันดีนัก บางครั้งฮาชิโดนเตะตี บางครั้งก็มีคนเอาสีไปป้ายทาตามตัว แต่ฮาชิไม่เคยแสดงท่าทีดุดันแข็งขืน มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ดีและจัดหาอาหารให้มัน

ปี 1932 ผู้คนเริ่มเปลี่ยนทัศนคติ และหันมาปฏิบัติดีต่อฮาชิ เมื่อหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่อย่าง โตเกียว อะซะฮิ-ชิมบุน ลงบทความ ‘เรื่องราวของสุนัขที่เศร้าสร้อย’ เพียงแค่ชั่วข้ามคืน ฮาชิกลายเป็นสุนัขที่มีชื่อเสียงโด่งดัง ซาอิโตะ ฮิโรกิชิ (Saito Hirokichi) คือชายคนที่ทำให้สื่อมวลชนหันมาสนใจชะตากรรมที่น่าเศร้าของฮาชิ

นับแต่นั้น คนจำนวนนับพันนับหมื่นพากันเดินมายังสถานีชิบุยะ เพื่อมาดูสุนัขที่กตัญญูที่สุดของโลกด้วยตาตนเอง เด็กนักเรียนลูบหัวฮาชิอย่างรักใคร่ สัตวแพทย์อาสามาช่วยตรวจสุขภาพให้มัน ส่วนคนทั่วไปมีดอกไม้และอาหารติดมือมาฝากมัน แม้กระทั่งจักรพรรดินียังทรงตรัสเสียพระทัยกับชะตากรรมที่น่าเศร้าของฮาชิ ฮาชิได้รับอนุญาตให้เดินเข้าออกภายในสถานีได้อย่างอิสระ มีพนักงานสถานีอาสาเป็นพี่เลี้ยงคอยดูแลมัน และมีการจัดที่หลับที่นอนให้กับคนสวนของศาสตราจารย์ที่ป่วยออดๆ แอดๆ และฮาชิภายในห้องเก็บพัสดุอีกด้วย

ชื่อฮาชิได้รับการเรียกขานใหม่เป็น ‘ฮาชิ-โกะ’ นับแต่นั้นเช่นกัน คำว่า ‘โกะ’ ในภาษาญี่ปุ่นมีความหมายว่า ‘เจ้าชาย’ หรือ ‘นายน้อย’

เจ้าหมาน้อยผู้ซื่อสัตย์ตัวนี้ได้ถูกสร้างอนุสรณ์ไว้ที่สถานีชิบูย่าของเมืองโตเกียว เพื่อเป็นการรำลึกถึงความซื่อสัตย์ที่มันมี ถ้ามีโอกาสอย่าลืมไปเยี่ยมเจ้าฮาชิโกะกันนะ