September 17, 2021
11 11 11 AM
รู้จักการวิเคราะห์สิ่งแวดล้อม
ระดับของการสื่อสาร
มลพิษในดิน
ความหมายและกระบวนการพัฒนาหลักสูตร
ธรรมชาติของชีวิต
ข้อควรระวังในการเขียนภาษาอังกฤษ
บริหารเงินแบบมีประสิทธิภาพ
ผลไม้แต่ละสีมีประโยชน์อย่างไร
รู้หลักการใช้เครื่องหมายในภาษาอังกฤษ
เมื่อเหงื่อออก มันคือนำไขมันออกจากร่างกายเราจริงหรือไม่
Latest Post
รู้จักการวิเคราะห์สิ่งแวดล้อม ระดับของการสื่อสาร มลพิษในดิน ความหมายและกระบวนการพัฒนาหลักสูตร ธรรมชาติของชีวิต ข้อควรระวังในการเขียนภาษาอังกฤษ บริหารเงินแบบมีประสิทธิภาพ ผลไม้แต่ละสีมีประโยชน์อย่างไร รู้หลักการใช้เครื่องหมายในภาษาอังกฤษ เมื่อเหงื่อออก มันคือนำไขมันออกจากร่างกายเราจริงหรือไม่

โรคสมาธิสั้นในเด็ก

ปัจจุบันนี้มีเด็กไทยที่เป็น “โรคสมาธิสั้น” อยู่ มากกว่า 420,000 คน โดยเกิดขึ้นในเด็กชายเป็นมากกว่าเด็กหญิงถึง 4 เท่า เรามาทำความรู้สึกโรคสมาธิสั้นในเด็กผ่านบทคสามนี้กันเถอะ

 

 

โรคสมาธิสั้นคืออะไร

 

 

โรคสมาธิสั้น หรือชื่อทางสากลเรียกว่า ADHD โดยเกิดจากความผิดปกติของสารเคมีในสมองส่วนหน้าที่ไม่สมดุลกันของเด็ก ซึ่งเป็นอวัยวะที่คอยทำหน้าที่ควบคุม พฤติกรรม สมาธิ ความจำ การเรียนรู้ ความตั้งใจ การวางแผน การยับยั้งชั่งใจ การคิดคำนวน และการตัดสินใจ

 

เมื่อเกิดความผิดปกติและไม่สมดุลของสารเคมีของสมองในส่วนนี้ จะส่งผลต่อการใช้ชีวิตของเด็ก เช่น เด็กจะซุกซนเกินเหตุ ขาดสมาธิ วอกแวกง่าย ขี้หลงขี้ลืม จำบทเรียนไม่ได้ บางรายอาจมีอาการ หุนหันพลันแล่น ก้าวร้าว เล่นแรง โกรธง่าย โมโหร้าย ควบคุมตัวเองไม่ได้ จนทำให้เกิดผลเสียหายต่างๆ ตามมาอีก

 

 

โรคสมาธิสั้นแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้

 

1. ขาดสมาธิ วอกแวก ขี้ลืม

2. ซุกซนเกินเหตุ ไม่อยู่นิ่ง พูดมาก

3. หุนหันพลันแล่น ใจร้อน วู่วาม

 

 

วิธีการที่แพทย์จะให้ประเมิณเด็กว่าเป็นโรคนี้หรือไม่ ได้แก่

 

1.เด็กไม่สามารถทำตามที่คนอื่นหรือพ่อแม่สั่งจนสำเร็จได้

2.เด็กไม่มีสมาธิในขณะทำงานหรือเล่น

3.เด็กมีอาการไม่ค่อยฟังเวลามีคนอื่นพูดคุยด้วย

4.เด็กไม่สามารถตั้งใจฟังและเก็บรายละเอียดได้ ทำให้ทำงานผิดพลาดอยู่บ่อย ๆ

5.เด็กมีนิสัยที่ไม่ค่อยเป็นระเบียบเรียบร้อย

6.เด็กมีปัญหาหรือพยายามหลีกเลี่ยงงานที่ต้องใช้ความคิดหรือสมาธิ

7.เด็กมีอาการวอกแวกง่าย

8.เด็กทำของใช้ส่วนตัวหรือของใช้ที่จำเป็นสำหรับการเรียนหายอยู่บ่อยๆ

9.เด็กมีอาการขี้ลืมอยู่บ่อยครั้ง

10.เด็กมีอาการยุกยิกหรืออยู่ไม่สุข

11.เด็กนั่งไม่ติดที่ ลุกเดินบ่อยๆ ขณะอยู่ที่บ้านหรือในห้องเรียน

12.เด็กมีอาการชอบวิ่ง หรือปีนป่ายสิ่งต่างๆ

13.เด็กจะพูดมาก พูดไม่หยุด

14.เด็กชอบเล่นเสียงดังและเล่นอย่างรุนแรง

15.เด็กตื่นตัวตลอดเวลา หรือดูตื่นเต้นง่าย

16.เด็กชอบโพล่งคำตอบเวลาครูหรือพ่อแม่ถาม โดยที่ยังฟังคำถามไม่จบ

17.เด็กไม่สามารถรอคอยได้ มีอาการใจร้อนใจด่วน

18.เด็กชอบขัดจังหวะหรือสอดแทรกเวลาผู้อื่นพูดอยู่

 

และหากเด็กคนใด เกิดมีอาการเหล่านี้เกิน 5 ข้อขึ้นไปก็มีโอกาสสูงที่จะเป็น “โรคสมาธิสั้น”

 

 

 

วิธีรักษาโรคสมาธิสั้นในเด็ก

 

 

ปัจจุบันวิธีรักษาโรคสมาธิสั้น (ADHD – Attention Deficit Hyperactive Disorder) มีอยู่4 วิธี ได้แก่

 

1. การปรับพฤติกรรมและกระตุ้นพัฒนาการของเด็ก ซึ่งจะได้ผลดีมากในเด็กที่ยังเป็นไม่มากและยอมเต็มใจที่จะเข้ารับการฝึกเพื่อให้อยู่นิ่ง

 

2. รับประทานยาตามที่แพทย์สั่ง โดยแพทย์จะเลือกชนิดยาที่เหมาะกับอาการและวัยของเด็ก เช่น Methylphenidate ช่วยกระตุ้นการทำงานของสมองให้หลั่งสารสื่อประสาทเพิ่มมากขึ้น

โดยการรับประทานทานยานี้ จะส่งผลในการรักษาที่ดีได้ถึง 70 – 80% และเด็กจะมีอาการที่ดีขึ้นหลังจากรับประทานยาไปแล้วภายใน 1 – 4 อาทิตย์ของการรักษา

 

 

3. การเรียนแบบตัวต่อตัว เป็นการช่วยพัฒนาการเรียนรู้ของเด็กให้ได้ผลที่ดียิ่งกว่าเดิม โดยเฉพาะในเด็กที่เป็นโรคบกพร่องทางการเรียนรู้ร่วมด้วยนั้นจะเรียนไม่ทันเพื่อน พ่อ

แม่ผู้ปกครองควรหาวิธีแก้ไขและดูแลเด็กอย่างถูกวิธีและเหมาะสม

 

 

4.เข้าพบแพทย์เพื่อรับคำปรึกษาอย่างต่อเนื่อง เพื่อที่ผู้ปกครองจะได้ทำความเข้าใจและขอคำแนะนำเกี่ยวกับเทคนิคการเลี้ยงดูที่ถูกต้อง การสื่อสารกันระหว่างแพทย์ ครู และผู้ปกครอง เพื่อลดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับพฤติกรรมของเด็กที่อาจเกิดขึ้นได้

 

 

และถ้าหากลูกของคุณมีอาการที่เข้าข่ายว่าจะเป็น โรคสมาธิสั้น พ่อแม่ควรรีบทำการแก้ไขอย่างเร่งด่วน เพราะจากงานวิจัยพบว่า เด็กที่มีภาวะสมาธิสั้นจะไม่สามารถดึงความสามารถออกมาได้อย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นในด้านของการเรียน และมนุษย์สัมพันธ์ เด็กจะขาดความมั่นใจในตัวเอง

 

โดยในบางกรณีหากเมื่อเด็กโตขึ้นอาจจะสามารถหายได้เองเพียง 40% เท่านั้น ในขณะที่เด็กที่ 60% เหลือเมื่อโตขึ้นอาจมีความรุนแรงของอาการสมาธิสั้นมากขึ้นตามไปด้วย