วิธีแก้ปัญหาคอดำด้วยวิธีธรรมชาติ

วิธีแก้ปัญหาคอดำด้วยวิธีธรรมชาติ

ต้นคอดำนั้นเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ส่วนใหญ่เกิดจากความอ้วน ซึ่งมีรอยพับเป็นชั้นที่คอ พอมีเหงื่อออกก็จะสะสมสิ่งสกปรกที่บริเวณรอยพับ หากทำความสะอาดไม่ดี ก็จะทำให้เกิดการสะสมของเหงื่อไคลจนทำให้ผิวบริเวณต้นคอดำนั่นเอง วันนี้เราจึงมีวิธีที่จะช่วยแก้ปัญหาต้นคอดำมาแชร์ให้ทุกคนนำไปปรับใช้กันดู

1.ขัดขี้ไคลทุกครั้งระหว่างอาบน้ำ

นอกจากสาวๆ จะต้องอาบน้ำอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง ในช่วงเช้าและเย็นแล้วนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่ทุกครั้งเวลาอาบน้ำจะต้องหมั่นขัดขี้ไคลให้ทั่ว และเน้นขัดที่บริเวณต้นคอให้มากๆ

2.สครับผิวบริเวณต้นคอ

นอกจากจะขัดผิวในระหว่างอาบน้ำทุกวันแล้วนั้น อีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยแก้ปัญหาต้นคอดำก็คือการสครับผิวที่บริเวณต้นคออย่างน้อย 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ ในส่วนของสูตรสครับผิวนั้นแนะนำให้ใช้สูตรธรรมชาติ เช่น เกลือขัดผิว มะขามเปียก หรือน้ำตาลผสมมะเขือเทศ พยายามขัดเบาๆ ไม่ควรถูแรงๆ วิธีนี้จะช่วยผลัดเซลล์ผิวและลดรอยดำได้เป็นอย่างดี

3.เช็ดต้นคอด้วยน้ำมันมะกอก

สำหรับสาวๆ ที่พอจะมีเวลาหลังอาบน้ำ แนะนำให้ใช้สำลีก้อนชุบน้ำมันมะกอกเช็ดให้ทั่วบริเวณลำคอ ซึ่งจะช่วยให้วิตามินและสารบำรุงผิวซึมซาบเข้าสู่ผิว ทำให้รอยดำจางลงได้ หรือจะใช้โทนเนอร์แทนการใช้น้ำมันมะกอกก็ได้เช่นกัน

4.ทาครีมบำรุงผิวบริเวณต้นคอ

หลายๆ คนอาจจะละเลยการทาครีมบำรุงผิวที่บริเวณต้นคอ ทั้งที่บริเวณดังกล่าวควรได้รับการบำรุงไม่แพ้กับผิวบริเวณอื่นๆ เลย แนะนำให้สาวๆ เลือกใช้ครีมบำรุงผิวที่มีส่วนผสมของไวท์เทนนิ่งทาบริเวณลำคอทุกวันเช้าเย็น จะช่วยให้ผิวกระจ่างใสและป้องกันไม่ให้เกิดริ้วรอยเหี่ยวย่นได้ง่าย

5.เช็ดผิวบริเวณต้นคอด้วยน้ำมะนาว

ในกรณีที่ต้นคอดำมากเกินไป ก่อนอาบน้ำแนะนำให้สาวๆ ใช้สำลีชุบน้ำมะนาวสด ถูที่บริเวณต้นคอดำแต่เพียงเบาๆ เพื่อให้กรดธรรมชาติในน้ำมะนาวทำการผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วให้หลุดออกไปง่าย ทำ 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ จะเห็นได้ว่ารอยดำจางลงกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด

6.พยายามลดน้ำหนัก

เนื่องจากสาเหตุหลักที่ทำให้ต้นคอดำก็คือความอ้วน ดังนั้นจึงแนะนำให้สาวๆ พยายามลดน้ำหนัก โดยการหมั่นออกกำลังกายไปพร้อมๆ กับการควบคุมอาหารการกินอย่างสม่ำเสมอ เมื่อน้ำหนักลดลง ก็จะทำให้รอยชั้นที่ต้นคอค่อยๆ หายไป จึงไม่ทำให้เกิดการเสียดสี และยังไม่มีแหล่งสะสมของเหงื่อไคลอีกด้วย

การแก้ปัญหาต้นคอดำนั้นไม่มีวิธีไหนที่ทำได้ยากเลย เพียงแต่ต้องอาศัยความมีวินัยในการรักษาความสะอาดร่างกาย และการใช้ครีมบำรุงให้มากๆ อย่าลืมว่าเมื่อรอยดำที่ต้นคอจางลง ก็ย่อมทำให้สาวๆ มีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น ดังนั้นอย่าลืมดูแลผิวบริเวณต้นคอกันให้ดีๆ นะคะ

 

ดูดไขมันอันตรายไหม?

ดูดไขมันอันตรายไหม?

ทุกคนอาจจะเคยได้ยินข่าวว่า มีคนดูดไขมันแล้วเสียชีวิต ดูดไขมันแล้วติดเชื้อ หรือดูดไขมันแล้วความเสี่ยงเยอะมาก ทำให้เกิดข้อสงสัยมากมาย ไม่ว่าจะเป็นดูดไขมันอันตรายไหม อันตรายจากการดูดไขมันมีอะไรบ้าง รีวิวดูดไขมันเชื่อถือได้จริงไหม?

แต่ก่อนเทคโนโลยีการดูดไขมันอาจยังไม่ได้ถูกพัฒนาอย่างในปัจจุบัน คลินิกดูดไขมันเถื่อน หมอเถื่อนก็เยอะ อีกทั้งจะใช้การวางยาสลบในการดูดไขมันเป็นหลัก ทำให้คนไข้เสี่ยงอยู่ในสภาะวะอันตรายได้ง่ายกว่าในปัจจุบัน แล้วตอนนี้ การดูดไขมันอันตรายไหม อันตรายจากการดูดไขมันมีมากน้อยเพียงใดเราจะพาไปหาคำตอบกัน

กรณีไขมันอุดตันเส้นเลือด ขณะดูดไขมัน

พบว่าในสมัยก่อนเกิดภาวะไขมันวิ่งไปตามเส้นเลือดระหว่างดูดไขมันจริง แต่ในสมัยนี้ หรือใน 5 ปีนี้ จำนวนเคสที่เกิดไขมันอุดตันในเส้นเลือดขณะดูดไขมันนั้นเป็น 0% แล้ว เพราะปัจจุบัน ก่อนการดูดไขมันเรามีการฉีด ด้วยยาชา, ยาที่ทำให้เส้นเลือดหดตัว เข้าไปที่ชั้นไขมัน ทำให้โอกาสที่จะทำให้ไขมันหลุดเข้าไปอยู่ในเส้นเลือด เข้าไปอุดปอด หรือหลุดเข้าไปที่สมองไม่มีอีกต่อไป

ดูดไขมันหน้าท้อง แล้วเข็มจะแทงเข้าไปในลำไส้มั้ย

กรณีที่ดูดไขมันหน้าท้อง แล้วเข็มดูดไขมันแทงเข้าไปโดนอวัยวะภายใน ในกรณีนี้ อาจเกิดขึ้นได้ หากผู้ที่ทำการดูดไขมันไม่ใช่แพทย์จริง ไม่ได้มีความรู้ทางการแพทย์ เพราะมีโอกาสยากมากที่จะทะลุเข้าไปถึงอวัยวะภายในได้ เนื่องจากเข็มดูดไขมัน หรือท่อที่ใช้ในการดูดไขมัน จะมีลักษณะปลายทู่ ไม่แหลม การที่แทงทะลุกล้ามเนื้อหน้าท้อง เข้าไปจนถึงอวัยวะภายใน และเกิดอันตรายจนเสียชีวิตได้ จะต้องใช้แรงมาก และตั้งใจแทงเข้าไป จึงจะทะลุนั้นเอง เพราะฉะนั้นโอกาสที่จะดูดไขมันแล้วเสียชีวิต ด้วยการแทงทะลุเข้าไปในช่องท้องจึงน้อยมาก

ดูดไขมันแล้วช็อค หัวใจหยุดเต้น ติดเชื้อเสียชีวิต

มักเกิดขึ้นในสถานพยาบาลเถื่อน คลินิกดูดไขมันเถื่อน ทำโดยหมอเถื่อน ไม่ใช่แพทย์จริง ไม่มีใบประกอบวิชาชีพ ผู้ที่แอบอ้างตนว่าเป็นแพทย์ จึงให้การรักษาที่ไม่ถูกต้อง และไม่ปลอดภัย รวมทั้งอุปกรณ์และ เครื่องมือไม่ได้มาตรฐาน ทำให้มีโอกาสติดเชื้อสูง แพทย์เถื่อน ไม่มีประสบการณ์ อาจดูดไขมันผิดจุด อาจแทงทะลุไปถึงชั้นกล้ามเนื้อ หรือพลาดโดยอวัยวะภายในได้ นอกจากนี้อาจจะเกิดกรณีที่คนไข้แพ้ยาบางชนิด หรือมีโรคประจำตัวบางชนิด ก็อาจจะทำให้คนไข้อยู่ในภาวะเสี่ยงอันตรายได้

ใช้ยาชา ดีกว่าการใช้ยาสลบอย่างไร

การดูดไขมันทุกตำแหน่ง ไม่ว่าจะเป็นการดูดไขมันหน้าท้อง, ดูดไขมันต้นแขน, ดูดไขมันเอวเอส, ดูดไขมันเหนียง, หรือดูดไขมันต้นขาก็ตาม แม้เทคโนโลยีในการดูดไขมันจะช่วยให้คนไข้รู้สึกเจ็บน้อยลง แต่ก็ยังคงต้องใช้ยาระงับความเจ็บปวดอยู่ แต่ว่าจะเป็นยาสลบ หรือยาชานั้น อะไรดีกว่ากัน มาอ่านข้อมูลด้านล่างนี้ต่อได้เลย

ยาสลบ เป็นยาที่ใช้เพื่อให้คนไข้หมดสติ ไม่รู้สึกตัว อยู่ในสภาวะกึ่งหลับกึ่งตื่น ตื่นขึ้นมาแล้วจำอะไรไม่ได้ เหมาะสำหรับการผ่าตัดใหญ่ที่มีความเจ็บปวดมาก การดูดไขมันในสมัยก่อนก็ใช้ยาสลบเช่นเดียวกัน เพราะเทคโนโลยียังไม่ถูกพัฒนาให้เอื้ออำนวยต่อการรองรับความเจ็บปวดของคนไข้ขณะดูดไขมัน การวางยาสลบนั้น จะต้องทำโดยวิสัญญีแพทย์เท่านั้น หลังที่คนไข้ฟื้นขึ้นมา อาจจะมีความรู้สึกมึนงง คลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลีย หรือ รู้สึกเจ็บปวดเพราะยาสลบหมดฤทธิ์ เป็นต้น

ในปัจจุบันแพทย์ หันมาใช้ยาชาเฉพาะจุดในการดูดไขมันมากขึ้น และประจวบเหมาะกับเทคโนโลยีในการดูดไขมัน ที่พัฒนานำเอาพลังงานต่างๆ และเทคนิคต่าง ๆ เข้ามาร่วมด้วย จึงช่วยคลายความเจ็บปวดของคนไข้ลงได้ ยาชาเฉพาะจุดจึงเพียงพอ ในการระงับความเจ็บปวดระหว่างดูดไขมัน การใช้ยาชามีข้อดีคือคนไข้รู้สึกตัวตลอดเวลา มีสติ ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นจากการดมยาสลบก็ไม่มี

 

วิธีดูแลตัวเองของสาวๆ

วิธีดูแลตัวเองของสาวๆ

อยากสวยทำไงดี  เอาล่ะค่ะ เรามาปฏิวัติเปลี่ยนความโทรมให้เป็นความสวยกันดีกว่า ด้วยวิธีดูแลตัวเอง  ที่สามารถทำได้ง่ายๆ แต่ต้องทำเป็นประจำทุกวัน รับรองว่าเราจะค่อยๆ สวยขึ้นในแบบของตัวเอง

สวยจากภายในสู่ภายนอก

เริ่มจากปรับอาหารการกินกันก่อนเลย จากที่เคยกินแต่อาหารสำเร็จรูป ผัก ผลไม้ไม่แตะ ก็ต้องเปลี่ยนมารับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เพิ่มผักและผลไม้เข้าไปในแต่ละวัน เลือกเมนูที่ไขมันน้อยหน่อย รวมถึงอาหารที่ให้โปรตีนสูง เช่น ไข่ เนื้อไก่ ปลา ถั่ว ซึ่งอาหารดีๆ นอกจากจะช่วยให้ร่างกายเราฟิตขึ้นแล้ว ยังบำรุงผิวพรรณและทำให้ระบบขับถ่ายมีประสิทธิภาพดีขึ้นอีกด้วย

ดื่มน้ำเพิ่มความชุมชื้นให้ผิว

การดื่มน้ำมากๆ เป็นคีย์หลักของผิวเปล่งปลั่งเลยล่ะ ตื่นนอนมาก็ดื่มน้ำสัก 1-2 แก้ว เพื่อกระตุ้นให้ลำไส้ขยับตัวและนำไปสู่การขับถ่ายของเสีย เป็นการดีท็อกซ์ตั้งแต่เริ่มต้นวัน จากนั้นควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 2 ลิตรเป็นประจำ เพื่อเติมความชุ่มชื้นให้กับผิวพรรณ และชดเชยน้ำที่เสียไประหว่างวันด้วย

อาบน้ำให้ดี ผิวก็เป๊ะขึ้นได้

สาวคนไหนชอบอาบน้ำอุ่นบ่อยๆ สังเกตเลยว่าผิวจะแห้งเป็นขุยง่ายกว่าปกติ ดังนั้นมาเปลี่ยนเป็นอาบน้ำด้วยอุณหภูมิปกติจะเวิร์กกว่า หรือถ้าจำเป็นต้องอาบน้ำอุ่นก็ไม่ควรอาบนานเกิน 10 นาที และระหว่างที่อาบน้ำก็ควรใช้ใยบวบหรือที่ขัดตัวมาขัดนวดผิวเบาๆ ไปด้วย เพื่อขจัดเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพออกและยังกระตุ้นการไหลเวียนเลือดด้วย ผิวกระจ่างใสแบบมีเลือดฝาดก็คราวนี้แหละ

อย่าขี้เกียจทาครีมบำรุงผิว

หลังจากที่เราอาบน้ำเรียบร้อยแล้ว ควรจะทาครีมหรือโลชั่นบำรุงผิวพรรณทันที เพราะผิวของเรากำลังเปิดรับการบำรุงแบบเต็มที่ โดยเลือกใช้ครีมที่เหมาะกับสภาพผิวของตัวเอง รวมถึงเหมาะกับสภาพอากาศด้วย สำหรับกลางวันก็ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีเนื้อบางเบา มีส่วนผสมของสารกันแดด ส่วนกลางคืนควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีมอยส์เจอไรเซอร์สูง เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวขณะนอนหลับ ทาทั้งผิวหน้าและผิวกายเลย

อย่าลืมสครับผิวบ้างนะ

ถึงแม้ว่าร่างกายของเราจะสามารถผลัดเซลล์ผิวได้เองทุก ๆ 28 วัน แต่ว่ามลพิษและสิ่งสกปรกต่างๆ ที่เราต้องเจอในแต่ละวัน ก็อาจจะทำให้วงจรสะดุดได้ ทำให้เป็นสาเหตุของสิวอุดตัน สาวๆ จึงควรจะสครับผิวเพิ่มเติมบ้างสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง ผิวก็จะกระจ่างใส นุ่มเนียน น่าสัมผัสขึ้น จะเป็นสูตรธรรมชาติอย่างมะขามเปียกผสมเกลือยอดฮิต หรือใช้บอดี้สครับแบรนด์ดังก็แล้วแต่ถนัด แต่งานนี้ต้องทำต่อเนื่อง ขัดครั้งเดียวไม่เห็นผลนะ

บำรุงปากให้เนียนนุ่ม น่าจุ๊บ

ริมฝีปากก็เป็นจุดหนึ่งที่ไม่ควรมองข้ามเด็ดขาด เพราะถ้าปล่อยให้ปากแห้งลอกเป็นแผ่นๆ นอกจากจะดูไม่ดีแล้ว เวลาทาลิปสติกก็ตกร่อง ทาไม่ติดอีกต่างหาก วิธีแก้ก็คือสครับริมฝีปากด้วยน้ำผึ้ง น้ำตาล และน้ำมันมะพร้าว ผสมให้เข้ากันอย่างละ 1 ช้อนชา แล้วนำมาถูรอบปากเบาๆ ประมาณ 5 นาที จากนั้นก็บำรุงด้วยลิปบาล์มต่อ เท่านี้ก็จะช่วยให้ปากเรียบเนียน ดูอมชมพูขึ้น

กำจัดสิวให้ถูกวิธี อย่าแกะสิวเด็ดขาด

ต้องล้างเครื่องสำอางก่อนเสมอ ไม่อย่างนั้นสิ่งสกปรกจะหมักหมมจนเกิดสิวเม็ดเป้งตามมา ซึ่งเวลาเป็นสิวเนี่ย อย่าบีบแกะแคะเด็ดขาด เพราะจะกลายเป็นแผลเป็น รักษายากไปอีก ลองใช้วิธีจัดการสิวแบบประหยัดนี้ดู นำเบกกิ้งโซดาที่มีอยู่ในครัว 1/2 ช้อนชา ผสมน้ำอุ่น 3-4 หยด แต้มหัวสิวทิ้งไว้ 20-40 นาที ล้างออก ทำอย่างนี้วันละครั้ง หรือจะใช้สำลีชุบน้ำมะนาวเล็กน้อยทาลงบนหัวสิว ทิ้งไว้ประมาณ 5-10 นาที แล้วค่อยล้างออก สิวจะยุบเร็วทันใจเลยล่ะ แต่ถ้าให้ชัวร์ก็ไปรักษากับคุณหมอจะดีที่สุด

เลือกเสื้อผ้าให้เข้ากับตัวเอง

บางทีสิ่งที่ดึงดูดสายตาก็คือแฟชั่นการแต่งตัวของพวกเธอนี่แหละที่ดูมีสไตล์ซะเหลือเกิน ดังนั้นเราเลยต้องใส่ใจกับการเลือกเสื้อผ้า โดยต้องรู้จักรูปร่างของตัวเองเสียก่อนว่าเรามีจุดบกพร่องตรงไหน โชว์ส่วนไหนได้ สีผิวเหมาะกับโทนใด และอัปเดตเทรนด์แฟชั่นเสมอ หน้าเป๊ะแต่ใส่ชุดป้าก็ไม่ไหวนะ

เปลี่ยนทรงผมซะบ้าง

ทรงผมก็มีส่วนสำคัญที่จะช่วยให้ลุคของเราออกมาสวยในหลายๆ แบบ ผมยาวอาจทำให้ดูสวยหวานก็จริง แต่ถ้าไม่รู้จักบำรุงให้ดีก็ยิ่งทำให้กลายเป็นผู้หญิงที่ไม่ดูแลตัวเองไปอีก ทางที่ดีต้องหัดเล็มผมเสียออกบ้าง สัก 1-2 เดือนครั้ง หรือทางเลือกหนึ่งก็คือเปลี่ยนทรงผมบ้าง หาทรงที่เข้ากับรูปหน้า ไม่ว่าจะเป็นทรงผมสั้นประบ่า ทรงบ๊อบสดใสช่วยให้ดูเด็ก หรือจะทำสีผม ดัดลอนต่างๆ ก็ทำให้ดูน่ามอง แถมแก้อาการเบื่อหน้าตัวเองด้วยนะ

หลีกเลี่ยงแสงแดดในช่วงกลางวัน

อยากสวยขึ้น ผิวขาวขึ้น ทาครีมบำรุงอย่างเดียวไม่พอ ควรหลีกเลี่ยงแสงแดดในช่วงกลางวันด้วย โดยเฉพาะแสงแดดในช่วงเวลา 09.00–15.00 น. ที่มีความเข้มของรังสียูวีสูงกว่าช่วงเวลาอื่นๆ จึงทำให้ผิวสวยๆ ของเราคล้ำเสียและเสี่ยงต่อโรคมะเร็งผิวหนังได้ ที่สำคัญอย่าลืมปกป้องผิวจากแสงแดดด้วยครีมกันแดดที่มีประสิทธิภาพสูง ใส่หมวก กางร่ม ทำให้ติดเป็นนิสัยก็จะช่วยให้ผิวขาวกระจ่างใสขึ้นแล้ว

ออกกำลังกายเป็นประจำ

วิธีเปลี่ยนตัวเองให้สวยแบบเปล่งปลั่ง ต้องนี่เลย ออกกำลังกายเป็นประจำ แค่เพียงออกไปเดินสลับวิ่งเหยาะๆ ในสวนสาธารณะหรือรอบหมู่บ้าน อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ก็จะช่วยให้เราได้สูดอากาศบริสุทธิ์ พร้อมกับช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือดทำงานได้ดีขึ้น ส่งผลให้ผิวพรรณและหน้าตาสดใส แลดูอ่อนกว่าวัย แล้วยังเป็นการเผาผลาญไขมันส่วนเกินที่สะสมอยู่ ได้ลดความอ้วนไปในตัว ทั้งหุ่นดีและผิวปิ๊งในขั้นตอนเดียว

มาสก์หน้าก่อนนอน หน้าฉ่ำใสสไตล์สาวเกาหลี

เคล็ดลับผิวสวยของสาวเกาหลี เขาจะนิยมมาสก์หน้าก่อนนอนสัก 15 นาที เพื่อให้ผิวได้ผ่อนคลาย และส่วนผสมในมาสก์ยังช่วยบำรุงผิวแบบเต็มๆ ทำให้ผิวนุ่มฉ่ำฟู ตื่นมาหน้ากระจ่างใส ใครงบน้อยก็ยังจัดได้ แต่ถ้าไม่ชอบใช้แผ่นมาสก์หน้า ลองมาทำสูตรมาสก์หน้าเองด้วยวัตถุดิบที่มีอยู่ในบ้าน อย่างโยเกิร์ต น้ำผึ้ง มะเขือเทศ แตงกวา หรือว่านหางจระเข้ ก็ทำให้ผิวใส ไร้ริ้วรอยได้เช่นกัน

นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

เรื่องการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอสำคัญมาก ควรนอนให้ได้ 6-8 ชั่วโมงต่อวัน เพื่อเป็นการฟื้นฟูผิวและรีสตาร์ตร่างกายให้สดชื่นได้ดีที่สุด เมื่อตื่นนอนตอนเช้า ผิวก็จะดูเปล่งปลั่ง ดวงตามีประกายสดใส พร้อมทำกิจกรรมทั้งวัน เพราะฉะนั้นใครที่ชอบดูซีรีส์ดึก ๆ ต้องเปลี่ยนพฤติกรรมแล้วล่ะ