Jack the Giant Slayer แจ็คผู้สยบยักษ์

Jack the Giant Slayer  แจ็คผู้สยบยักษ์

                    มันคือจุดเริ่มต้นของคนเล็กๆ ที่หาญกล้าหวังในสิ่งที่ยิ่งใหญ่เกินตัว หลายคนอาจจะเคยผ่านจุดนี้มาแล้ว บ้างประสบความสำเร็จและนำมาบอกเล่าให้เพื่อเป็นแรงบันดาลใจ บ้างล้มเหลวและปัจจุบันเปลี่ยนความคิด

ในการตามล่าเป้าหมายไปแล้ว แต่ “Jack the Giant Slayer” หรือ แจ็คผู้สยบยักษ์ อาจกำลังพยายามจุด

ประกายให้เรายังไม่ล้มเลิกมันพวกเราหลายๆ คนคงเติบโตมาพร้อมๆ กับนิทานของ “แจ็คผู้ฆ่ายักษ์”

                     แต่หนังเรื่องนี้เลือกจะหยิบเทพนิยายมากกว่า 1 เรื่องมาผสมผสานเป็นเรื่องใหม่ มองว่ามันเป็นตำนานที่เล่า
สืบกันมาเนิ่นนานจนไม่มีใครรู้ว่ามันมีจริงหรือไม่ เป็นนิทานเล่มเล็กๆ ที่พ่อแม่เอาไว้เล่ากล่อมเด็กนอน มนุษย์หนุ่มชาวนานามแจ็ค และเจ้าหญิงผู้สูงศักดิ์นามอิสซาเบลก็เติบโตมากับตำนานเรื่องนั้น

สงครามสมัยโบราณกาลก่อตัวขึ้นอีกครั้ง เมื่อหนุ่มชาวสวนเปิดประตูระหว่างโลกของเรากับเผ่ายักษ์ที่
น่าหวาดกลัวขึ้นโดยบังเอิญ การปลดปล่อยยักษ์มาสู่โลกเป็นครั้งแรกในรอบหลายศตวรรษพวกยักษ์พยายาม
กู้ดินแดนที่เคยเสียไป ทำให้พ่อหนุ่ม แจ็ค (นิโคลัส ฮอลท์) ต้องเข้าสู่สมรภูมิรบเพื่อขัดขวางพวกยักษ์ เป็น
การต่อสู้เพื่ออาณาจักร ประชาชน และความรักจากเจ้าหญิงผู้กล้าหาญ เขาต้องเผชิญหน้ากับเหล่านักรบผู้
ไม่ยอมถอยหนีที่เขาคิดว่ามีอยู่แค่ในตำนานเท่านั้น และทำโอกาสนี้ให้เป็นตำนานของตัวเขา

 

                    หนุ่มชาวนาจะหลงรักกับเจ้าหญิง ก็คงจะมีในเทพนิยายเท่านั้น และในเทพนิยายก็ย่อมจะมีเรื่องเหลือเชื่ออย่างต้นถั่วยักษ์ที่โตจนสูงเสียดฟ้าได้ในชั่วข้ามคืน ไม่พอ เหล่าผู้ชั่วร้ายในนิทานก็มักจะหลงใหลในเงินทองของมีค่าถึงขั้นสะสมไว้เป็นโกดัง หากแต่มันถูกเล่ามาได้ลงตัวทำให้เราได้อารมณ์ดีกับเรื่องราวในช่วงเริ่มต้นและลงท้ายด้วยการลุ้นในฉากแอ็คชั่นสไตล์ “นิทานๆ” อย่างที่เห็นเมื่อเกิดจับพลัดจับผลูมาอยู่ในมือแจ็ค และโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เขาพลาดทำให้ต้นถั่วเติบโตขึ้นไปถึง
ดินแดนของยักษ์ที่ลอยอยู่เหนือเมฆ ทั้งยังเอาบ้านที่มีเจ้าหญิงแสนสวยผู้รักในการผจญภัยลอยขึ้นไปด้วย ภารกิจช่วยชีวิตเจ้าหญิงจากมือยักษ์จึงเริ่มต้นขึ้น แถมยังมีชายที่ผู้เป็นพ่อหมายมั่นและเหล่าองครักษ์ขึ้นไปด้วย     หนึ่งในนั้นมีเป้าหมายชั่วร้ายแอบแฝงอยู่ด้วย พอคนเริ่มเยอะ ก็เริ่มใส่บทบาทที่ซับซ้อน
เข้าไปได้อีก ซึ่งคนเขียนเขาก็ทำได้ดี ช่วงครึ่งหลังคนดูนั่งลุ้นกันสนุกทีเดียว

                    พระเอกแจ็ค ถั่วฉัน เขาคนนั้นคือ Nicholas Hoult (พระเอกคนเดียวกับซอมบี้มีรักใน “Warm Bodies” นั่นแล) ซึ่งแม้ว่าจะหล่อแค่ไหน ก็ไม่อาจสู้ Ewan McGregor ในบทบาทองครักษ์สุดเก่งได้หรอก ขณะที่เจ้าหญิงอิสซาเบลของเราก็รับบทโดย Eleanor Tomlinson สาวแสนสวยที่เคยเป็นฟิโอน่าสุดน่ารักใน “Alice in Wonderland” ในเรื่องนี้เธอเป็นสาวเต็มวัยน่ามองและเข้ากับลุคเจ้าหญิงผู้น่าทะนุถนอมเอามากๆ อีกสองคนที่มองข้ามไม่ได้ก็คงจะเป็น Ian McShane ผู้เป็นกษัตริย์ของเมืองและเป็นพระบิดาของเจ้าหญิงอิสซาเบล แม้ว่าบทบาทจะไม่มีอะไรมากแต่ก็ทำให้เรายิ้มได้ อีกคนคือ Stanley Tucci เขาเป็นสีสันของเรื่องทีเดียวอย่างน้อยก็ส่วนใหญ่ของเรื่องราวแหละน่าจะว่าไป ถ้าดูกันแบบจับผิด ก็อาจจะพบว่าหลายๆ จุดใน “Jack the Giant Slayer” ก็ดูรั่วๆ ดูไปก็งงๆ ว่าเขาพลาดรายละเอียดบางอย่างไปได้ไงนะ แต่ถ้าดูรวมๆ แล้วก็พบว่า เอาก็จับเอานิทานแจ็คผู้ฆ่ายักษ์มาเล่าใหม่ได้น่าติดตามดี แม้ว่ามันจะไม่ได้มีอะไรใหม่มากมายนัก และคนดูหนังอย่างเราๆ ก็พอจะจับทางได้ไม่ยากก็ตาม

                    ในขณะที่เมื่อมองในกาน CG หนังเรื่องนี้ก็ทำออกมาได้ดีพอประมาณ อาจไม่เนียนนักแต่ก็จัดการเรื่องการ
เคลื่อนไหวได้ดี หากจะพยายามดูที่เนื้อเรื่อง มันก็คือการเล่าแบบนิทาน อาจไม่มีสิ่งใดเป็นไปได้ในโลกจริง ลูกชาวนาน่ะหรือจะคิดใฝ่สูงเด็ดดอกฟ้า เขาคงตกลงมาปางตายเสียก่อนจะได้พบภาพตัวเองในพิธีแต่งงาน
กับหญิงสูงศักดิ์ แต่แจ็คกลับกลายเป็นคนธรรมดาที่ทำภารกิจฮีโร่อันนั้นเพื่อคนที่เขารัก หนังเต็มไปด้วยตัว
ละครที่มีความคิดและนิสัยที่แตกต่างกัน ซึ่งไม่ต่างจากสังคมจริงๆ ที่เราอยู่ ทำให้เราคล้อยตามไปกับเรื่อง
ได้ง่าย

หนังยังมีแง่มุมของการมองโลกในแง่ดี หากว่าเจ้าหญิงไม่ฝักใฝ่การผจญภัยนอกวังและล่ะก็ เธอก็คงจะไม่ได้พบกับเขา และถ้าเธอไม่รักในการผจญภัย เหตุการณ์บางอย่างก็อาจจะเลวร้ายกว่าที่เป็น
ในหนังเรื่องนี้ก็เป็นได้…

                    หลังจากดู Jack the Giant Slayer เหมือนเมื่อครั้งที่ ได้ดู Harry Potter and the Sorcerer’s Stone หรือ The Chronicles of Narnia: The Lion, the Witch and the Wardrobe คือรู้สึกตื่นเต้นไปกับเรื่องราวในหนัง เหมือนกับว่าได้กลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง แต่ผมคิดว่า ถ้า Jack the Giant Slayer จะมีภาคต่อ แล้วไบรอัน ซิงเกอร์ จะกลับมากำกับอีก หนังคงจะไม่สนุกเหมือนเดิมแน่ ดูจาก X2: X-Men United เป็นตัวอย่าง

สรุปโดยรวมแล้ว Jack the Giant Slayer นำเรื่องราวนิทานพื้นบ้านมาขึ้นจอได้อย่างมีสีสัน มีการเล่าเรื่องที่ไม่น่าเบื่อ มีความสนุกสนานมีความตื่นเต้น ลุ้นไปกับเรื่องราวตั้งแต่ต้นจนจบ เทคนิคทางด้านภาพดูสวยงาม ขนาดผมไม่ได้ดูในระบบ 3 มิติผมยังชอบเลย แต่ก็ต้องยอมรับว่า หนังที่มีเนื้อหาในรูปแบบนี้และการนำเสนอแบบนี้มีอยู่เยอะ