อาหารลดปัญหาผมหงอก

อาหารลดปัญหาผมหงอก

ผมหงอกทำให้เจ้าของแลดูแก่ก่อนวัย ไม่มีใครชอบให้คนอื่นมองว่าแก่ก่อนวัย มารู้จักอาหาร 5 ชนิดที่คนญี่ปุ่นรับประทานเพื่อป้องกัน และดูแลไม่ให้มีผมหงอกหรือผมขาวก่อนวัยกัน

1.งาดำ

งาดำเป็นหนึ่งในอาหารที่คนญี่ปุ่นรับประทานในชีวิตประจำวัน ทั้งในรูปแบบการนำมาโรยข้าว เป็นเครื่องดื่มและแยม เป็นต้น งาดำนั้นอุดมไปด้วยสารอาหารที่มีคุณค่าต่างๆ เช่น แอนโทไซยานินซึ่งมีประโยชน์ในการกระตุ้นการสร้างเซลล์เม็ดสีของผม ธาตุเหล็กช่วยส่งเสริมการไหลเวียนที่ดีของเลือดบนหนังศีรษะ และลิกแนนซึ่งมีบทบาทสำคัญในการลดการเกิดผมหงอกที่มีสาเหตุมาจากความชราภาพ

2.สาหร่าย

สาหร่ายเป็นหนึ่งในอาหารที่คนญี่ปุ่นรับประทานในทุกวัน ได้แก่ โนริที่ใช้ห่อข้าวปั้น วากาเมะและคอมบุที่นำมารับประทานในรูปแบบต่างๆ ได้แก่ เป็นน้ำซุปดาชิ สลัดและผงโรยข้าว เป็นต้น สาหร่ายอุดมไปด้วยไอโอดีน ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นการทำงานของเซลล์เม็ดสีที่มีชื่อว่า เมลาโนไซต์ (melanocyte) เพื่อสร้างเม็ดสีเมลานินซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญที่ทำให้เกิดสีดำของเส้นผม

3.ชีส

หนึ่งในสาเหตุของการลดลงของเม็ดสีเมลานินคือการที่ร่างกายขาดกรดอะมิโนไทโรซีน การรับประทานชีสเป็นประจำจะช่วยให้ร่างกายรับปริมาณกรดอะมิโนไทโรซีนในปริมาณที่เพียงพอเพื่อป้องกันไม่เกิดผมหงอก โดยทั่วไปชีส 100 กรัมจะให้กรดอะมิโนไทโรซีนประมาณ 1,000 มิลลิกรัม ปริมาณไทโรซีนที่ควรรับในแต่ละวันอยู่ในช่วงระหว่าง 500 มิลลิกรัม ถึง 2,000 มิลลิกรัม ดังนั้นการรับประทานชีส 50 ถึง 200 กรัม ก็เพียงพอที่จะป้องกันไม่ให้เกิดผมหงอกก่อนวัยได้

4.หอยนางรม

หอยนางรมเป็นหอยที่หารับประทานได้ง่ายในญี่ปุ่นทั้งในรูปแบบหอยสด หอยทอด และหอยย่าง หอยนางรมอุดมไปด้วยทองแดงซึ่งเป็นธาตุสำคัญในกระบวนการสร้างเม็ดสีเมลานิน ทั้งนี้ปริมาณที่แนะนำให้รับประทานเพื่อให้ได้ประโยชน์ต่อร่างกายสูงสุดต่อวัน คือ หอยนางรมเพียง 2 ตัวก็ให้ปริมาณทองแดงที่เพียงพอต่อการสร้างสีผม

5.ขิง

ขิงเป็นสมุนไพรที่รับประทานแล้วช่วยให้เกิดการไหลเวียนที่ดีของเลือด เมื่อมีการไหลเวียนเลือดที่ดีก็จะทำให้สารอาหารถูกนำไปสู่รากผมและหนังศีรษะได้มากขึ้น ส่งผลให้ผมมีสีดำงดงาม

ผมหงอกเกิดจากหลายสาเหตุได้แก่ ความเครียด การสูบบุหรี่ การนอนหลับพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ โรคบางชนิด และการใช้สารเคมีกับผมในปริมาณที่มากเกินไป เป็นต้น นอกจากอาหารข้างต้นแล้ววิธีการป้องกันการเกิดผมหงอกที่ดีนั้นทำได้โดยพยายามใช้ชีวิตให้มีความสุขง่ายๆ ไม่เครียดบ่อย งดสูบบุหรี่ รับประทานอาหารที่มีโปรตีนและวิตามินบี 12 ให้เพียงพอ ลดการใช้สารเคมีที่รุนแรงต่อเส้นผม นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

ลดเค็ม  ลดโรค

ลดเค็ม  ลดโรค

คนไทย ส่วนมากนิยมปรุงอาหารด้วยรสเค็ม ปฎิเสธไม่ได้เลยว่า กินอะไรเราจะต้องมีขวดน้ำปลา หรือปรุงรสด้วยเกลือ หรือพริกน้ำปลาวางอยู่ข้างๆ หรือไม่ว่าจะเป็นอาหารอื่นอีกมากมายไม่ว่าจะเป็นมันฝรั่งทอดกรอบหรือผัดซีอิ๊ว เกลือก็เหมือนกับสิ่งอื่นๆ ที่เราเพลิดเพลินในชีวิต ที่ทำให้เราติดใจจนถอนตัวไม่ขึ้น เพราะฉะนั้นการเลิกพฤติกรรมการบริโภคเกลือเกินพอดี โดยเฉพาะในประเทศที่ใช้เกลือเป็นเครื่องปรุงรสที่สำคัญในการประกอบอาหารแล้ว อาจเกี่ยวข้องกับการเลือกใช้เครื่องปรุงชนิดอื่นที่เราอาจคาดไม่ถึงอย่างผงชูรสมาทดแทน

ทำไมคนเรามักติด เค็ม

การวิจัยชี้ให้เห็นว่า สมองและร่างกายของเรามีความต้องการและชื่นชอบในรสชาติของเกลือ เนื่องจากโซเดียมมีความจำเป็นต่อการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ แถมยังมีบทบาทในการควบคุมของเหลวภายในร่างกาย

อันตรายจากการบริโภคโซเดียมมากเกินไป

โซเดียมเป็นแร่ธาตุที่จำเป็นในการใช้ชีวิตของมนุษย์ แต่การบริโภคโซเดียมในปริมาณที่มากเกินไป อาจทำให้เกิดภาวะความดันโลหิตสูงได้ ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมอง ภาวะหัวใจล้มเหลว โรคกระดูกพรุน โรคมะเร็ง โรคกระเพาะอาหาร และโรคไตได้

ย้อนกลับไปในอดีต เกลือเป็นวัตถุดิบที่หาได้ยาก แต่ในปัจจุบัน เราต่างก็บริโภคเกลือกันเป็นปกติในชีวิตประจำวันจนหลายครั้งก็เผลอบริโภคในปริมาณที่มากเกินไปเสียด้วยซ้ำ อาจเป็นเพราะว่าเกลือเป็นเครื่องปรุงที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในการปรุงอาหารไทย ทำให้ปริมาณการบริโภคโซเดียมในไทยสูงจนน่าตกใจ

นอกจากนี้ยังมีคนไทยอีกจำนวนมากที่ชื่นชอบการรับประทานอาหารแปรรูปที่ช่วยให้วิถีชีวิตเร่งรีบของคนเมืองสะดวกขึ้น คนไทยมักจะรับประทานอาหารตามร้านอาหารที่มีการใช้เกลือในปริมาณมาก และดูเหมือนว่ากระแสการบริโภคเกลือมากเกินจำเป็นนี้ไม่มีทีท่าว่าจะชะลอตัวลงเลย

รณรงค์ลดเกลือ ลดเค็ม

จะเห็นได้ว่า การที่จะทำให้ผู้คนลดปริมาณการบริโภคโซเดียมลงนั้นมีความท้าทายเป็นอย่างมาก เพราะเกลือเป็นวัตถุดิบที่พบได้ทั่วไปในอาหารคาวและของหมักดอง เช่นเดียวกับซอสและเครื่องปรุงรสต่างๆ ที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย เช่น ซอสหอยนางรม ซีอิ๊ว และน้ำปลา สัดส่วนโซเดียมที่สูงในมื้ออาหารนั้นเป็นผลมาจากการปรุงรสเพิ่มเติมทั้งบนโต๊ะอาหาร และระหว่างการทำอาหาร

แม้ว่าประเทศไทยจะรณรงค์ให้ผู้คนทั่วประเทศลดการบริโภคโซเดียมอย่างต่อเนื่อง แต่ภาวะความดันโลหิตสูงก็ยังคงเป็นปัญหาด้านการสาธารณสุขที่มีความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ ในปี 2556 มีการวินิจฉัยว่าคนไทยประมาณสี่ล้านคนทั่วประเทศมีภาวะความดันโลหิตสูง และตัวเลขได้เพิ่มขึ้นมาเป็นหกล้านคนในปี 2561 ทั้งนี้ คนไทยบริโภคเกลือเฉลี่ย 10.8 กรัม ต่อวัน (มีโซเดียมมากกว่า 4,000 มิลลิกรัม) ซึ่งสูงกว่าปริมาณเกลือที่แนะนำต่อวันถึง 2 เท่า

อัตราการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง โรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดได้เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในการแก้ไขปัญหาเช่นนี้ องค์การอนามัยโลก (World Health Organization: WHO) ได้จัดทำแผนงาน โดยมีเป้าหมายเพื่อลดการบริโภคโซเดียมทั่วโลกลง 30% ภายในปี 2568 การลดการบริโภคเกลือให้เหลือน้อยกว่า 5 กรัม ต่อวัน (ประมาณหนึ่งช้อนชา) จะช่วยยืดชีวิตผู้คนได้ประมาณ 2.5 ล้านคนทั่วโลกต่อปี ซึ่งถือเป็นหนึ่งในมาตรการที่ทรงคุณค่า และประเทศต่างๆ สามารถนำไปใช้เพื่อทำให้สุขภาพประชากรของตนดีขึ้นได้

รัฐบาลในประเทศต่างๆ ทั่วโลก ได้พยายามรณรงค์การลดการบริโภคโซเดียมผ่านโครงการต่างๆ มากมาย อันรวมไปถึงการปรับสูตรผลิตภัณฑ์อาหารบางประเภท การเปลี่ยนแปลงฉลากอาหาร รวมถึงสื่อรณรงค์ต่างๆ สำหรับในประเทศไทยนั้น กระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศใช้นโยบายลดการบริโภคเกลือและโซเดียมสำหรับปี 2559-2568 ซึ่งเป็นแผนปฏิบัติการที่มุ่งเน้นไปที่การเพิ่มข้อความลงบนฉลาก การออกกฎหมาย การปรับสูตรผลิตภัณฑ์อาหาร และการดำเนินการวิจัยที่ส่งเสริมให้เกิดการผลิตและบริโภคอาหารที่มีปริมาณโซเดียมน้อยลง

 

ภาวะปวดหัวตอนท้อง รับมืออย่างไร

ภาวะปวดหัวตอนท้อง รับมืออย่างไร

อาการปวดศีรษะช่วงท้องเป็นกันได้ในคุณแม่มือใหม่ แต่ปล่อยไว้นานไม่ดีแน่วันนี้เราจะพาเหล่าคุณแม่ทั้งหลายมารับมือกับเจ้าอาการปวดหัวกัน ไปดูกันเลย  อาการปวดศีรษะ เป็นอาการที่แม่ท้องเป็นกันได้ ที่สำคัญต้องไม่ปล่อยอาการไว้นาน เพราะมีผลกระทบต่อสุขภาพของคุณแม่และลูกน้อย ปวดแบบไหน อาการปวดศีรษะ มีหลายแบบและหลายสาเหตุ ต้องสังเกตอาการที่เป็นว่าคุณแม่ปวดในแบบไหน แล้วจะรู้ว่าเพราะอะไรไปดูกัน

เครียด

เกิดจากความกังวล ความกดดัน การใช้ความคิดหรือการทำงานเป็นเวลานาน อาการจะปวดตื้อ ๆ เหมือนมีอะไรบีบรัดรอบศีรษะ รอบกระบอกตา และปวดมาถึงกล้ามเนื้อท้ายทอย

สายตาอ่อนล้า

แน่นอนว่ามาจากการใช้สายตามากเกินไป (คุณแม่ที่นั่งหน้าจอคอมฯ) หรือมีปัญหาสายตาสั้นหรือยาว การจ้องหรือเพ่งสิ่งใดนาน ๆ อาจทำให้ปวดศีรษะข้างเดียว และมีอาการร่วมกับอาการตาพร่า ตาแดง ปวดบริเวณกระบอกตาและขมับ

ความดันโลหิตสูง

เกิดจากความดันในกะโหลกศีรษะสูงขึ้นชั่วคราว มักเกิดขึ้นในช่วงเวลาตื่นนอน การไอ-จาม หรือเวลาที่คุณแม่เบ่งแรง ๆ จะมีอาการมึนศีรษะ ปวดตื้อ ๆ บริเวณท้ายทอยตลอดเวลา กรณีที่มีอาการปวดรุนแรง อาจมีอาการอาเจียนหรือตาพร่ามัวร่วมด้วย

ความผิดปกติอื่น ๆ

เป็นอาการปวดศีรษะที่รุนแรง เช่น โรคเบาหวาน แผลในกระเพาะอาหาร โรคหลอดเลือดหัวใจ ความดันโลหิตสูง ซึ่งจะมีอาการปวดนานทั้งวัน หรือปวดศีรษะข้างเดียว

บรรเทาอาการปวด

พักผ่อน

อย่างแรกคือนอนหลับพักสายตา หรืองีบเป็นระยะ เพราะการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอและเป็นเวลา จะช่วยลดอาการปวดศีรษะได้ คุณแม่ควรนอน วันละ 8-10 ชั่วโมง การหลับน้อยเกินไป อาจทำให้เกิดอาการปวดศีรษะเพิ่มขึ้นได้

ดูแลสิ่งแวดล้อม

จัดห้องหรือโต๊ะทำงานให้โล่งโปร่งอากาศถ่ายเท เพื่อให้คุณอยู่ในบรรยากาศที่สดชื่นสบายตา สบายใจ บรรเทาอาการปวดศีรษะไปได้ หรืออาจใช้ผ้าชุบน้ำหมาด ๆ นวดประคบบริเวณขมับ หรือท้ายทอย ก็จะช่วยให้รู้สึกดีขึ้น เพราะเป็นการผ่อนคลายกล้ามเนื้อรอบศีรษะ

เมื่อคุณแม่มีอาการปวดศีรษะ โดยเฉพาะปวดถี่และมากขึ้นเรื่อย ๆ ควรมาพบคุณหมอ เพื่อขอคำปรึกษาและทำการรักษาที่ถูกต้องเนื่องจากยารักษาอาการปวดศีรษะ หรืออาการไมเกรนมีหลายชนิด บางชนิดไม่สามารถใช้ได้ระหว่างที่คุณแม่ท้อง โดยเฉพาะยากลุ่มที่ทำให้เส้นเลือดหดรัดตัว ซึ่งจะทำให้เส้นเลือดของลูกหดรัดตัวไปด้วย อย่าลืมว่าการดูแลรักษาสุขภาพกายและใจอยู่เสมอ เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดของการเป็นคุณแม่ค่ะ

ไมเกรน กับแม่ท้อง

นอกจากอาการปวดศีรษะจากสาเหตุอื่น ๆ แล้วยังมีอาการปวดไมเกรน ที่แม่ ๆ อาจมีอาการนี้มาก่อนท้องจนถึงหลังคลอด สังเกตได้ว่า เป็นอาการเฉพาะคือ  ปวดศีรษะข้างเดียวอย่างรุนแรง เป็น ๆ หาย ๆ โดยเริ่มจากบริเวณรอบลูกตาก่อน ปวดตุบ ๆ แปลบ ๆ เป็นระยะ อาจมีอาการเตือนก่อนปวดประมาณ 10-30 นาที มีอาการวิงเวียน คลื่นไส้ อาเจียน เห็นภาพซ้อน ตาไวต่อแสง หากรุนแรง อาจทำให้พูดลำบากหรือแขนขาไม่มีแรง

ส่วนมากอาการปวดไมเกรนในแม่ท้องมักจะดีขึ้นเมื่อเกิน 3 เดือนไปแล้ว โดยเฉพาะคุณแม่ที่เคยเป็นไมเกรนระหว่างมีประจำเดือน เพราะระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนจะสูง ทำให้อาการไมเกรนดีขึ้น แต่หลังคลอดแล้วไมเกรนก็จะกลับมาอีกครั้ง คุณแม่จึงต้องดูแลสุขภาพเป็นพิเศษตั้งแต่ช่วงตั้งท้องจนถึงหลังคลอด พักผ่อนและดูแลตัวเองก่อนเนิ่น ๆ หลีกเลี่ยงสาเหตุที่อาจกระตุ้น ทำให้เกิดอาการมากขึ้นค่ะ

 

เม็ดแมงลักลดความอ้วน

เม็ดแมงลักลดความอ้วน

เม็ดแมงลักมีสรรพคุณเด็ดมากมายทั้งลดความอ้วน แก้ท้องผูก ลดพุงได้ เรามาดูกันดีกว่าว่าเม็ดแมงลักช่วยการลดความอ้วนได้ยังไง ไปดูกัน

ประโยชน์ของเม็ดแมงลัก

          เม็ดแมงลัก ถือเป็นสมุนไพรอีกชนิดหนึ่งที่มีราคาถูก และหาซื้อได้ง่ายตามท้องตลาดทั่วไป และเมื่อขึ้นชื่อว่าเป็นสมุนไพร ย่อมต้องมีสรรพคุณดี ๆ ที่น่าสนใจหลายอย่าง ส่วนประโยชน์ของเม็ดแมงลักจะมีอะไรบ้างมาดูกันเลยค่ะ

เม็ดแมงลัก ช่วยขับคอเลสเตอรอลไม่ดีออกจากร่างกาย โดยเส้นใยของแมงลักจะดูดซับไขมันไว้ เมื่อร่างกายไม่สามารถย่อยกากใยพวกนี้ได้ ไขมันไม่ดี ก็จะถูกขับออกมาพร้อมกับเส้นใยของแมงลัก แต่ไม่มีผลใดๆ ต่อ HDL-cholesterol ที่เป็นไขมันดี ดังนั้นการรับประทานเม็ดแมงลักเป็นประจำ จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจด้วย

เม็ดแมงลัก มีลักษณะนิ่ม ลื่น กลืนง่าย เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาช่วงลำคอ และการที่เม็ดแมงลักพองตัวมาก ทำให้ร่างกายดูดซึมสารอาหารได้ช้าลง จึงเหมาะกับผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ต้องการให้ร่างกายดูดซึมน้ำตาลลดลงด้วย

เม็ดแมงลัก มีสรรพคุณเป็นยาระบาย เนื่องจากบริเวณเปลือกนอกของเม็ดเป็นสารเมือกขาว และยังมีกากอาหาร ทำให้อุจจาระไม่เกาะลำไส้ ซึ่งช่วยให้ผู้รับประทานสามารถขับถ่ายได้สะดวกยิ่งขึ้น โดยเม็ดแมงลักจะไปกระตุ้นประสาทที่อยู่รอบ ๆ ลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย ทำให้เกิดปวดท้องหนัก

เม็ดแมงลัก มีสรรพคุณในการควบคุมน้ำหนัก เนื่องจากเม็ดแมงลักไม่ก่อให้เกิดพลังงาน และสามารถพองตัวได้ถึง 45 เท่า ดังนั้นเมื่อนำมารับประทานก่อนอาหารก็จะช่วยให้รู้สึกอิ่มท้อง และสามารถควบคุมปริมาณอาหารที่รับประทานได้เป็นอย่างดี

เม็ดแมงลักลดความอ้วน

เม็ดแมงลักอาจไม่ได้มีสรรพคุณในการลดน้ำหนักโดยตรง แต่หากต้องการตัวช่วยเพื่อควบคุมการรับประทานอาหาร และช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานดีขึ้น เม็ดแมงลักก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจนะคะ ทั้งนี้ เม็ดแมงลัก สามารถรับประทานได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ รวมทั้งปลอดภัยในหญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตรด้วย

วิธีการกินเม็ดแมงลักให้ได้ประโยชน์

ช่วยเรื่องการระบาย : ตักเม็ดแมงลัก 1-2 ช้อนชา แช่น้ำ 1 แก้วใหญ่ ทิ้งไว้จนกว่าจะพองเต็มที่ แล้วนำมารับประทานก่อนนอน ทานได้ทุกวัน หรือ 3-4 วันต่อสัปดาห์
ช่วยเรื่องการลดน้ำหนัก : สำหรับคนน้ำหนัก 50-60 กิโลกรัม ให้ตักเม็ดแมงลัก 2 ช้อนชา แช่น้ำ 1 แก้วใหญ่  ทิ้งไว้จนกว่าจะพองเต็มที่ ทานก่อนอาหาร ทดแทนอาหารเป็นบางมื้อ จะช่วยป้องกันการดูดซึมน้ำตาลในอาหารมื้อนั้นไม่ให้เข้าสู่กระแสเลือด ถ้าน้ำหนักมากกว่านี้ให้เพิ่มตามส่วน

สำหรับคนที่ไม่ชอบทานเม็ดแมงลักแบบจืด ๆ ลองนำไปผสมกับเครื่องดื่มอื่น ๆ ก็อาจทำให้รับประทานได้ง่ายขึ้น เช่น น้ำขิง น้ำใบเตย น้ำเต้าหู้ หรือผสมกับเมนูอาหารอย่างโจ๊ก เป็นต้น

 

 

 

กินน้อยแต่อ้วน

กินน้อยแต่อ้วน

การควบคุมอาหาร เป็นหนึ่งในวิธีการลดน้ำหนักที่ได้รับความนิยมอย่างมาก เพราะสามารถเริ่มทำได้ด้วยตัวเอง อีกทั้งการเลือกรับประทานอาหารเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผอม หรืออ้วนขึ้นได้ และเพราะแบบนี้เลยทำให้คนที่ต้องการลดน้ำหนักส่วนใหญ่นั้นเลือกที่จะรับประทานอาหารให้น้อยลงกว่าเดิม พบว่าแม้จะกินน้อยแต่อ้วนแปลว่าคุณกำลังมีพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่ผิดๆ ซึ่งส่งผลอันตรายถึงสุขภาพ

การที่เรากินน้อยลงติดต่อกันเป็นเวลานานๆ โดยที่ปริมาณอาหารที่รับประทานเข้าไปนั้นมีสารอาหารไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย จะทำให้ร่างกายเข้าใจว่าเรากำลังขาดสารอาหาร และอยู่ในภาวะใกล้อดตาย และทำให้ร่างกายเริ่มเข้าสู่ภาวะจำศีลโดยอัตโนมัติ ซึ่งในภาวะนี้ร่างกายจะลดการเผาผลาญพลังงานลงให้เหลือแค่เท่าที่จำเป็นต้องร่างกาย นั่นหมายความว่าร่างกายจะหยุดเผาผลาญไขมันส่วนเกินในร่างกาย เพื่อเก็บสะสมไขมันไว้เป็นพลังงานสำรอง ดังนั้นผลที่ตามมาก็คือ ร่างกายจะดูเหมือนน้ำหนักลง แต่จริงๆ แล้วเป็นปริมาณกล้ามเนื้อและน้ำในร่างกายลดลงแต่ปริมาณไขมันยังอยู่เท่าเดิม

ใครที่เลือกอดอาหาร ควรเปลี่ยนความคิดใหม่ เพราะถ้าอยากจะผอมแบบยั่งยืนควรหันมาเลือกรับประทานอาหารที่ดีและมีประโยชน์มากขึ้น อีกทั้งยังควรเน้นไปที่การลดไขมันในร่างกายมากกว่า ตัวเลขบนเครื่องชั่งน้ำหนักจะดีกว่า เพราะจะช่วยให้คุณมีสุขภาพที่ดี และรูปร่างที่ดีได้โดยไม่ต้องมานั่งกังวลกับตัวเองว่า กินน้อยแต่อ้วน

การเลือกรับประทานอาหารส่งผลต่อสุขภาพเป็นอย่างมาก หากเราเลือกให้เหมาะสมนอกจากเราจะผอมเรายังมีสุขภาพที่ดีอีกด้วย

ล้างมือให้สะอาดห่างไกลโรค

ล้างมือให้สะอาดห่างไกลโรค

เผยผลสำรวจพฤติกรรมสุขภาพคนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไปทั่วประเทศเสี่ยงป่วยโรคทางเดินอาหาร เช่น โรคอุจจาระร่วง เนื่องจากเมินล้างมือฟอกสบู่หลังใช้ห้องน้ำก่อนรับประทานอาหาร โดยพบว่ามีเพียงร้อยละ 25 ที่มือสะอาด ล้างทุกครั้งติดเป็นนิสัย ชี้ผลวิจัยต่างประเทศพบว่าการล้างมือและฟอกสบู่จะขจัดเชื้อโรคออกจากมือได้ถึงร้อยละ 92 ป้องกันการป่วยได้ดีพอๆกับการฉีดวัคซีนป้องกันโรค

กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่าการสำรวจพฤติกรรมการล้างมือด้วยน้ำและสบู่ของประชาชนอายุ 15 ปีขึ้นไปกระจายทั้ง 4 ภาครวมทั้งในเขตกทม.และปริมณฑล ซึ่งการล้างมือเป็นพฤติกรรมสุขภาพที่เร่งปลูกฝังเนื่องจากมีประสิทธิภาพ เป็นวิธีการป้องกันโรคที่ประหยัด ให้ผลดีเป็นที่ยอมรับในระดับสากล

 

ผลการสำรวจครั้งนี้ใช้กลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 512 คน ผลปรากฏว่ามีกลุ่มตัวอย่างที่มีพฤติกรรมมือสะอาดล้างมือฟอกสบู่ติดเป็นนิสัย กระทำทุกครั้งหลังจากเข้าห้องน้ำ และก่อนรับประทานอาหาร ร้อยละ 25 ผู้หญิงล้างมากกว่าผู้ชาย  กลุ่มที่ล้างมากอันดับ 1 ได้แก่พนักงานบริษัท รองลงมาคือนักเรียน นักศึกษา และกลุ่มว่างงาน โดยภาคตะวันออกเฉียงเหนือปฏิบัติมากที่สุด รองลงมาคือภาคเหนือ และกทม ปริมณฑล

กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ ล้างบ้างไม่ล้างบ้าง และไม่เคยล้างเลย กลุ่มหลังนี้ มีความเสี่ยงติดเชื้อและแพร่เชื้อโรคต่างๆที่ติดมากับมือ ไปสู่คนอื่นได้ เช่นเชื้อโรคอุจจาระร่วง โรคดังกล่าวพบได้ตลอดปีปีละมากกว่าล้านกว่าราย  สาเหตุของโรคนี้เกิดได้จากทั้งเชื้อแบคทีเรียและไวรัสที่มีอยู่ในอุจจาระ  ซึ่งสามารถป้องกันได้โดยการล้างมือและฟอกสบู่

พฤติกรรมการล้างมือฟอกสบู่นั้น ควรเริ่มในครอบครัว ควรเริ่มสอนตั้งแต่อยู่ในวัยเด็ก สำคัญที่สุดพ่อแม่ผู้ปกครองต้องเป็นแบบอย่างที่ดี เด็กจะเกิดการเรียนรู้และจดจำโดยอัตโนมัติ ขณะที่ฝึกเด็กจะต้องสร้างบรรยากาศให้เป็นเรื่องสนุกที่เด็กๆชอบด้วย

การล้างมือด้วยน้ำและสบู่ให้สะอาดถูกวิธีมี 7 ขั้นตอน

  1. ฝ่ามือถูกัน
  2. ฝ่ามือถูหลังมือและนิ้วถูซอกนิ้ว
  3. ฝ่ามือถูฝ่ามือและนิ้วถูซอกนิ้ว
  4. หลังนิ้วมือถูฝ่ามือ
  5. ถูนิ้วหัวแม่มือโดยรอบฝ่ามือ
  6. ปลายนิ้วถูขวางฝ่ามือ
  7. ถูรอบข้อมือ

ทุกขั้นตอนทำสลับกันทั้ง 2 ข้าง  ใช้เวลาไม่นานเพียง 10-20 วินาที  หากทุกคนหมั่นล้างมือให้สะอาด จำนวนผู้ป่วยโรคทางเดินอาหารจะลดลง  รวมทั้งลดโรคอื่นๆที่เชื้อติดมากับมือเช่นกัน เช่น ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ แม้กระทั่งโควิด19 ที่ระบาดอยู่ตอนนี้ด้วย

 

 

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับวัณโรค 

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับวัณโรค 

 

        ในอดีตโรค วัณโรค ก็ถือเป็นโรคติดต่อในระบบทางเดินหายใจที่สร้างความหวาดกลัวและพรากชีวิตของใครหลายคนเช่นเดียวกัน ซึ่งในวันที่ 24 มีนาคมของทุกปีถูกกำหนดให้เป็นวันวัณโรคโลกเพื่อสร้างการรับรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องว่าปัจจุบัน โรควัณโรคไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดและสามารถรักษาได้ 

ถ้าย้อนกลับไปเมื่อสมัย ก่อน ความก้าวหน้าทางวิทยาการและเทคโนโลยีทางการแพทย์นั้นยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ผู้ป่วยวัณโรคไม่ได้รับการรักษาที่ทันท่วงที อีกทั้งยาในสมัยก่อนมีผลข้างเคียงเยอะ ทำให้ผู้ป่วยกินๆ หยุดๆ กินยาไม่ครบจนเกิดโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ ตามมาเป็นสาเหตุทำให้เสียชีวิตลง

ปัจจุบันวัณโรคหากได้รับการรักษาที่ทันท่วงที กินยาจนครบก็สามารถรักษาได้ แต่ก็โอกาสที่จะกลับมาเป็นซ้ำได้เช่นเดียวกัน โดยข้อมูลจากองค์การอนามัยโรคได้คาดการณ์ตัวเลขของผู้ที่มีเชื้อวัณโรคอยู่ในร่างกายพบว่ามีมากถึง 54 ล้านคนทั่วโลก แต่จะมีผู้ที่ป่วยด้วยโรคนี้อยู่แค่ประมาณ 6-7 ล้านคนเท่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นกับคนที่มีร่างกายอ่อนแอ ดังนั้นถึงแม้จะรักษาจนหายดีแล้ว แต่หากวันไหนที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานตกต่ำลง โอกาสที่จะกลับมาเป็นซ้ำก็มีความเป็นไปได้

วัณโรคเป็นแค่การติดเชื้อที่ปอดหรือไม่

การติดเชื้อของวัณโรคนอกจากจะติดเชื้อที่ปอดแล้ว สามารถลุกลามไปยังอวัยวะอื่นได้ เช่น การติดเชื้อขึ้นสมอง ต่อมน้ำเหลือง ไขกระดูก ตับ ต่อมหมวกไต ซึ่งถ้าหากการติดเชื้อลุกลามไปในอวัยวะส่วนอื่น การรักษาจะยากขึ้น และอาจมีภาวะแทรกซ้อนมากขึ้นตามมา 

วัณโรคที่กระจายไปยังอวัยวะอื่นๆ จะมีอาการอย่างไร          

ขึ้นอยู่กับว่าเชื้อได้กระจายไปยังอวัยวะส่วนไหน เช่น ถ้ากระจายมาที่ต่อมน้ำเหลือง จะมีอาการต่อมน้ำเหลืองโต มีก้อนอยู่บริเวณคอ ซึ่งหากดูภายนอกจะแยกไม่ออกว่าเป็นโรคมะเร็งหรือโรคอะไร ต้องใช้วิธีการตรวจชิ้นเนื้อถึงจะรู้ผล หรือถ้าเชื้อกระจายไปที่สมอง ส่วนมากจะพบในเด็กโดยจะมีอาการซึม ปวดศีรษะ ชัก แต่ถ้าพบในผู้ใหญ่จะมีอาการปวดศีรษะเรื้อรัง คอแข็ง 

อาการของวัณโรค

วัณโรค โดยทั่วไปแล้วคนที่มีร่างกายปกติจะไอและหายได้ภายใน 2-3 สัปดาห์ แต่คนที่เป็นวัณโรคส่วนใหญ่จะเริ่มจากมีอาการไอเรื้อรัง ซึ่งอาการไอเรื้อรังนั้นต้องมีการไอติดต่อกันนานไป แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคนที่มีอาการไอเรื้อรังจะต้องเป็นวัณโรคเสมอไป เพราะต้องดูสัญญาณและอาการอื่นๆ ควบคู่ไปด้วย เช่น น้ำหนักลด เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย มีไข้ ไอมีเลือดปน เจ็บหน้าอก หายใจขัด ฯลฯ หากใครมีอาการเหล่านี้ให้รีบมาตรวจทันที

วิธีป้องกันโรควัณโรค

ดูแลสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ หมั่นตรวจสุขภาพประจำปี ออกกำลังกายสม่ำเสมอและทานอาหารที่มีประโยชน์

หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยวัณโรค

รับประทานยาป้องกันตามแพทย์สั่ง ในรายที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อสูง แพทย์อาจสั่งจ่ายยาเพื่อป้องกันและลดความเสี่ยง

ฉีดวัคซีนป้องกันการติดเชื้อ การได้รับวัคซีนป้องกันวั ตั้งแต่เด็กจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อวัณโรค

 

 

 

 

การถนอมสายตาที่ต้องใช้งานไปอีกนาน

               ตาถือว่าเป็นอวัยวะสำคัญต่อร่างกายเป็นอย่างมากการใช้สายตาทีี่มากมายในการทำอะไรก็ตามแต่ เราควรจะมีวิธีบำรุงรักษาถนอมบ้างเพื่อให้ดวงตาของเรายังคงชัดเจนและสวยงามไปตลอด

เรามาดูวิธีที่จะช่วยถนอมเจ้าสายตากันเถอะ

สวมแว่นกันแดด

               การสวมใส่แว่นกันแดดป้องกันรังสียูวีจะชะลอการเกิดต้อกระจกเนื่องจากแสงแดดโดยตรงเป็นตัวเร่งการก่อตัว แว่นกันแดดป้องกันความเสียหายของจอประสาทตา พวกเขายังปกป้องผิวเปลือกตาที่บอบบางเพื่อป้องกันทั้งริ้วรอยและมะเร็งผิวหนังรอบดวงตาและการเติบโตทั้งที่เป็นมะเร็งและไม่ใช่มะเร็งในดวงตา ตรวจสอบการป้องกันรังสียูวี 100 เปอร์เซ็นต์ ตรวจสอบให้แน่ใจว่าแว่นกันแดดของคุณป้องกันรังสี UV-A และรังสี UV-B ได้ 100 เปอร์เซ็นต์

การป้องกันดวงตา

               มีการบาดเจ็บที่ดวงตาประมาณ 2.5 ล้านครั้งในสหรัฐอเมริกาในแต่ละปีดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องสวมอุปกรณ์ป้องกันดวงตาที่เหมาะสมเพื่อป้องกันการบาดเจ็บที่ดวงตาระหว่างการเล่นกีฬาเช่นฮ็อกกี้เบสบอลและโครงการบ้านเช่นซ่อมแซมบ้านทำสวนและทำความสะอาด สำหรับโครงการซ่อมแซมและกิจกรรมส่วนใหญ่ในบ้านแว่นตาป้องกันมาตรฐานที่ได้รับการรับรองจาก ANSI จะเพียงพอ อุปกรณ์ป้องกันดวงตาสำหรับกีฬาควรเป็นไปตามข้อกำหนดเฉพาะของกีฬานั้นๆ ข้อกำหนดเหล่านี้มักจะกำหนดและรับรองโดยหน่วยงานกำกับดูแลกีฬาและ / หรือสมาคมการทดสอบและวัสดุแห่งอเมริกา (ASTM)

กินให้เหมาะสม

               การขาดวิตามินอาจทำให้การทำงานของจอประสาทตาลดลง ความเชื่อที่ว่าการกินแครอทช่วยเพิ่มการมองเห็นนั้นมีความจริงอยู่บ้าง แต่ผักหลากหลายชนิดโดยเฉพาะผักใบเขียวควรเป็นส่วนสำคัญในอาหารของคุณ นักวิจัยพบว่าคนที่รับประทานอาหารที่มีวิตามินซีและอีในระดับสูงสังกะสีลูทีนซีแซนทีนกรดไขมันโอเมก้า 3 DHA และ EPA มีโอกาสน้อยที่จะพัฒนา AMD ในระยะเริ่มต้นและขั้นสูง

การตรวจวัดสายตา


               ผู้ใหญ่ที่ไม่มีสัญญาณหรือปัจจัยเสี่ยงของโรคตาควรได้รับการตรวจคัดกรองโรคตาเบื้องต้นเมื่ออายุ 40 ปีซึ่งเป็นเวลาที่สัญญาณเริ่มแรกของโรคและการมองเห็นอาจเริ่มเปลี่ยนแปลง จากผลการตรวจคัดกรองเบื้องต้นจักษุแพทย์จะกำหนดช่วงเวลาที่จำเป็นสำหรับการตรวจติดตามผล ใครก็ตามที่มีอาการหรือมีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคตาเบาหวานหรือความดันโลหิตสูงควรไปพบจักษุแพทย์เพื่อตรวจดูว่าควรตรวจตาบ่อยแค่ไหน

การแทรกแซงในช่วงต้น

               ภาวะสายตาที่ร้ายแรงส่วนใหญ่เช่นต้อหินและเอเอ็มดีสามารถรักษาได้ง่ายและประสบความสำเร็จหากได้รับการวินิจฉัยและรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการรักษาโรคเหล่านี้อาจทำให้สูญเสียการมองเห็นอย่างรุนแรงและตาบอดได้ การแทรกแซงในช่วงต้นตอนนี้จะป้องกันการสูญเสียการมองเห็นในภายหลัง

การดูแลคอนแทคเลนส์

 

               ปฏิบัติตามคำแนะนำของจักษุแพทย์เกี่ยวกับการดูแลและการใช้คอนแทคเลนส์ การใช้งานในทางที่ผิด เช่นการใช้น้ำลายหรือน้ำเป็นสารละลายเปียก การใช้สารละลายที่หมดอายุและการใช้คอนแทคเลนส์ที่ใช้แล้วทิ้งเกินกำหนดหมดอายุอาจส่งผลให้เกิดแผลที่กระจกตาปวดอย่างรุนแรงและแม้แต่สูญเสียการมองเห็น

ระวังอาการตาล้า

               หากคุณปวดตาจากการทำงานกับคอมพิวเตอร์หรือทำงานใกล้ๆ คุณสามารถปฏิบัติตามกฎ 20-20-20: เงยหน้าขึ้นจากงานทุกๆ 20 นาทีไปที่วัตถุที่อยู่ห่างออกไป 20 ฟุตเป็นเวลา 20 วินาที หากอาการตาล้ายังคงมีอยู่อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงสภาวะต่างๆเช่นตาแห้งสายตายาวตามอายุหรือแว่นที่ใส่เลนส์ไม่ได้อยู่ตรงกลางอย่างเหมาะสม พบจักษุแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่คุณมีอาการตาล้าและรับการรักษาที่เหมาะสม

งดสูบบุหรี่

               การสูบบุหรี่มีความเชื่อมโยงโดยตรงกับผลเสียต่อสุขภาพหลายประการรวมถึงการเสื่อมสภาพของอายุประสาทตา และผู้สูบบุหรี่ยังมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นในการเป็นต้อกระจก

 

กำจัดแมลงหวี่ขน ปัญหากวนใจที่หลายๆ บ้านมี

วิธีไล่แมลงหวี่ เห็นผลทันใจ ไม่เสี่ยงเป็นโรคร้าย

 

หลาย ๆ คน อาจจะคุ้นหน้าคุ้นตากับแมลงตัวเล็กนี้ที่อาศัยอยู่ในห้องน้ำ บางคนเรียกว่า แมลงบินในห้องน้ำ แต่ที่จริงมันคือแมลงหวี่ขน ที่สร้างความน่ารำคาญให้กับหลาย ๆ คน เพราะมันดูไม่สบายตา สกปรก แถมมีวางไข่แล้วฟักตัวเป็นหนอนอีก กำจัดเท่าไรก็ไม่หมดสักที

แมลงหวี่ขน Moth-Flies มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Psychoda sp. จัดเป็นแมลง 2 ปีก อยู่ในวงค์ Psychodidoe เป็นแมลงขนาดเล็กพบได้ทั่วไป มีลักษณะเด่นคือ มีขนตามลำตัวคล้ายผีเสื้อขนาดเล็ก บนปีกมีขนหรือขนผสมเกล็ดปกคลุมอยู่เดิม ปลายปีกมีลักษณะเป็นมุมแหลม เมื่อเกาะนิ่งอยู่กับที่จะหุบปีกเป็นรูปหลังคา ตัวแก่ของแมลงชนิดนี้ชอบอาศัยอยู่ในที่เย็น บริเวณใกล้น้ำ หรือในห้องน้ำทั่วๆไป ตัวหนอนที่ฟักมักเกิดที่วัตถุเน่าเปื่อย เช่น ตามกองปุ๋ยหมัก หรือในน้ำ กินวัตถุที่ตายแล้ว หรือที่เน่าเปื่อยเป็นอาหาร แมลงชนิดนี้ไม่มีรายงานว่าเป็นพาหะนำโรค เพียงแต่ทำความรำคาญให้กับมนุษย์เมื่อมาเกาะที่สำคัญ หรือในที่พักอาศัย

7 cool facts about drain flies and their kin – Your Wild Life

 

วันนี้เรามีวิธีกำจัดแมลงหวี่ขนแบบทำง่ายและไม่เป็นอันตรายมาฝากกัน ซึ่งเป็นวิธีที่ชาวเน็ตแชร์กันในโลกโซเชียล โดยเราคัดเลือกมา 9 วิธีด้วย

1. แปรงแยงท่อและไม้ดูดส้วม

หาที่มา รังของแมลงหรือแหล่งอาหาร ซึ่งแมลงพวกนี้เรามักพบมันออกมาจากท่อระบายน้ำ เช่น ทำความสะอาดท่อระบายน้ำ เริ่มจากนำแปรงแยงท่อมากวาดเศษขยะออกจากท่อน้ำทิ้ง จากนั้นก็อาจจะใช้งูเหล็กดันลงไปในท่อซ้ำอีกครั้ง เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีเศษขยะหรือสิ่งสกปรกที่เป็นอาหารของแมลงหวี่ขนตกค้างอยู่อีกแล้ว หรืออีกหนึ่งวิธีก็คือ เทน้ำยาทำความสะอาดท่อลงไปในท่อระบายน้ำ 1-2 ฝา แล้วปล่อยทิ้งเอาไว้ เพื่อให้น้ำยาช่วยกัดคราบเหนียวตามผนังท่อให้หลุดออกง่ายขึ้น เสร็จแล้วก็ราดน้ำตามลงไปเยอะ ๆ นำไม้ดูดส้วมมากด แล้วเทน้ำร้อนลงไปเพื่อทำความสะอาดตามอีกครั้ง

2. สารฟอกผ้าขาว

การใส่สารฟอกผ้าขาวถือเป็นอีกหนึ่งวิธีกำจัดแมลงหวี่ขน โดยขั้นตอนแรกเทสารฟอกขาว 1 ส่วน ต่อน้ำเปล่า 10 ส่วนลงไปในท่อระบายน้ำ จากนั้นก็ปล่อยทิ้งไว้สัก 2-3 ชั่วโมง เมื่อครบตามเวลาแล้วก็ให้ราดน้ำเย็นตามลงไปเพื่อล้างท่อให้สะอาด ซึ่งวิธีนี้นอกจากจะทำให้ท่อระบายน้ำสะอาดแล้ว ยังป้องกันไม่ให้แมลงหวี่ขนกลับมาวางไข่ และควรทำซ้ำบ่อย ๆ

3. น้ำส้มสายชู

ของใช้ในบ้านที่มีประโยชน์ล้นเหลืออย่าง น้ำส้มสายชู สามารถนำมาทำเป็นกับดักล่อแมลงหวี่ขนได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับน้ำส้มสายชูหมักจากแอปเปิล ที่มีกลิ่นหอมหวนดึงดูดแมลง โดยวิธีการทำกับดักแมลงหวี่ขนก็คือ เทน้ำส้มสายชูลงไปในแก้วประมาณ ¼ ถ้วยตวง จากนั้นนำพลาสติกห่ออาหารมาปิดคลุมปากแก้วเอาไว้ พร้อมเจาะรูบนพลาสติกเป็นช่องทางเข้า เสร็จแล้วก็นำไปวางไว้ใกล้ ๆ ท่อระบายหรือแหล่งอาศัยของแมลงหวี่ขน ไม่นานเหล่าแมลงตัวจิ๋วก็จะบินตามกลิ่นมา มุดลงไปในแก้ว และติดกับดักตาย แต่เป็นวิธีที่ค่อนข้างสิ้นเปลือง

4. น้ำส้มสายชู เบกกิ้งโซดา และน้ำร้อน

เป็นวิธีกำจัดคราบสกปรกสะสมที่เป็นแหล่งอาหาร แหล่งวางไข่และตัวอ่อนของแมลงหวี่ขนไปได้ในตัว ใช้เบกกิ้งโซดา ½ ถ้วยตวง เทลงไปในท่อ จากนั้นเติมน้ำส้มสายชู 1 ถ้วยตวงตามลงไปช้า ๆ ในขั้นตอนนี้ให้ระวัง เพราะส่วนผสมต่าง ๆ จะเริ่มทำปฏิกิริยาและเกิดฟองที่อาจจะพุ่งขึ้นมาจากท่อได้ เสร็จแล้วปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง หลังจากนั้นก็เทน้ำร้อนตามลงไปเพื่อล้างสารละลายตกค้างออกให้หมด

5. น้ำส้มสายชู เบกกิ้งโซดา และเกลือ

ประโยชน์ของน้ำส้มสายชูยังไม่หมดแค่นั้น เพราะถ้าหากใครอยากควบคุมแมลงหวี่ขนอย่างมีประสิทธิภาพ ให้หมั่นใช้สูตรกำจัดแมลงสูตรนี้เป็นประจำ ประมาณอาทิตย์ละหนึ่งครั้ง โดยมีขั้นตอนคือ เทเกลือ ½ ถ้วยตวงลงไปในท่อ ตามด้วยเทเบกกิ้งโซดาลงไปอีก ½ ถ้วยตวง ต่อด้วยน้ำส้มสายชูขาวอีก 1 ถ้วยตวง ปล่อยทิ้งไว้ข้ามคืน เมื่อถึงเช้าของวันรุ่งขึ้นก็ค่อยราดน้ำร้อนตามลงไปเพื่อทำความสะอาด

6. น้ำส้มสายชู น้ำเปล่า น้ำตาล และน้ำยาล้างจาน

เพียงแค่ผสมน้ำส้มสายชู น้ำเปล่า และน้ำตาลอย่างละเท่า ๆ กันลงไปในถ้วยเล็ก ๆ พร้อมหยดน้ำยาล้างจานประมาณ 5-10 หยดตามลงไป จากนั้นผสมให้เข้ากัน แล้วนำถ้วยไปวางไว้ข้างซิงค์ ข้างท่อ ก็จะเป็นกับดักล่อให้แมลงบินเข้าไปหากลิ่นและจมน้ำตายง่าย ๆ แล้ว

7. น้ำยาทำความสะอาดสูตรปราศจากสารเคมี (Bio-Clean)

วัตถุดิบที่หาได้ง่ายอีกอย่าหนึ่งคือน้ำยาทำความสะอาดสูตรปราศจากสารเคมีที่มีขายตามท้องตลาดทั่วไปมาใช้ดู เพราะผลลัพธ์ที่ออกมาสามารถช่วยกำจัดเชื้อแบคทีเรียหรืออินทรียวัตถุต่าง ๆ ที่ขวางกั้นและตกค้างอยู่ในท่อระบายน้ำ ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อไรที่ท่อสะอาดไร้แหล่งอาหารของพวกมันแล้ว แมลงหวี่ขนก็จะค่อย ๆ หายตัวและหมดไปจากบ้านของเรานั่นเอง

8. ไม้ตีแมลงวัน

นอกจากจะกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ของแมลงหวี่ขนแล้ว อย่าลืมจัดการกับเหล่าแมลงร้ายที่บินออกมานอกท่อระบายน้ำด้วย ซึ่งต้องบอกเลยว่าวิธีรับมือกับแมลงหวี่ขนนอกท่อระบายน้ำนั้นง่ายมาก ๆ เพราะถ้าหากพวกมันมีจำนวนน้อย ก็ให้ใช้ไม้ตีแมลงวันไล่ตีให้เกลี้ยง เท่านี้ก็บอกลาแมลงตัวเล็กสุดน่ารำคาญในบ้านได้แน่นอน แต่ว่าจะทิ้งรอยเปื้อนไว้ที่ผนัง แนะนำให้ใช้เครื่องดูดฝุ่น

9. สเปรย์ฆ่าแมลง

สำหรับบ้านไหนที่มีแมลงหวี่ขนบินรบกวนอยู่ตามห้องต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก ให้มองหาสเปรย์ฆ่าแมลงมาฉีดพร้อมปิดประตู-หน้าต่างห้องค้างไว้สักระยะหนึ่ง (หรือประมาณ 15-30 ชั่วโมง) จากนั้นก็เปิดประตู-หน้าต่าง พร้อมใช้พัดลมช่วยเป่าระบายกลิ่นและสารของสเปรย์ที่ยังตกค้างอยู่ในห้อง รับรองเลยว่าจะไม่หลงเหลือแมลงหวี่ขนอยู่กวนใจในบ้านชัวร์ อ้อ อย่าลืมฉีดซ้ำสักสัปดาห์ละครั้งจนกว่าแมลงจะหายเกลี้ยง หรือฉีดเพื่อเป็นการควบคุมแมลงไปในตัวด้วยนะคะ

ไม่ว่าจะแมลงชนิดไหน ๆ ก็ไม่ควรอยู่ในบ้านของเราทั้งนั้น ฉะนั้นถ้าหากใครบังเอิญเจอแมลงหวี่ขนอยู่ในห้องน้ำ ห้องครัว หรือห้องอื่น ๆ ของบ้านละก็ ให้รีบนำวิธีกำจัดแมลงเหล่านี้ไปปรับใช้ทันที ไม่งั้นถ้ามันเพาะพันธุ์เยอะขึ้นจนเอาไม่อยู่